[ Le Méridien Koh Samui Resort & Spa ] วันสบายๆ มาพักกายที่เกาะสมุย

December 5, 2016

 

"เกาะสมุย" เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รู้จักกันดีจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางทะเลที่ถูกโอบล้อมเอาไว้ด้วยทิวมะพร้าวสวย หาดทรายขาว และท้องทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา จนได้รับการขนานนามเอาไว้ว่าเป็นเกาะสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่แม้จะมีโอกาสได้มาสักกี่ครั้ง ก็ยังคงเสน่ห์และความประทับใจให้อยากจะกลับมาเยือนอยู่เป็นนิจ

ในที่สุดเมื่อฤกษ์งามยามดี จึงมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนเกาะแห่งนี้อีกครั้งกับโรงแรม Le Méridien Koh Samui Resort & Spa ของเครือ Starwood ที่ตั้งอยู่บริเวณหาดละไม ที่แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งอยู่บนหาดที่สวยหรือกิ๊บเก๋ที่สุดของเกาะสมุย แต่บอกเลยว่าความประทับใจในการให้บริการนั้นมีเต็มร้อย ซึ่งการตกแต่งของโรงแรมแห่งนี้จะสวยงามน่ามาพักผ่อนขนาดไหน ตามไปรับชมในรีวิวกันได้เลยครับ กับวันสบายๆ ที่อยากชวนให้คุณมาพักกายกันที่เกาะสมุย 

 

 

เราริ่มต้นการเดินทางกันตั้งแต่ช่วงเช้าวันหนึ่งของเดือนกันยายน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ที่แม้ว่าสนามบินแห่งนี่จะไม่ได้มีเที่ยวบินตรงไปลงยังเกาะสมุย แต่เราก็ยังสามารถเลือกเดินทางกับสายการบินราคาประหยัดไปลงยังสนามบินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือนครศรีธรรมราช เพื่อนั่งเรือต่อไปยังเกาะสมุยได้เช่นกัน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจหากใครต้องการที่จะประหยัดงบในส่วนของการเดินทาง เพื่อที่จะได้เก็บเงินที่เหลือเอาไว้ไปทานอาหารอร่อยๆ และพักโรงแรมดีๆ ที่จุดหมายปลายทาง โดยในครั้งนี้ก็เลือกจับเที่ยวบินเที่ยวเช้าสุดของแอร์เอเชียในเวลา 07:00 น. ไปลงยังท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี 

ก่อนบินเช้าๆอย่างนี้ ไม่ลืมที่จะแวะหาอะไรรองท้องกันก่อนที่ The Coral Executive Lounge ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเดินไป Pier 5 (เกต 51-58) ของอาคารผู้โดยสารในประเทศ มีให้บริการทั้งของว่าง ขนม นมเนย และ Soft Drink ให้เลือกทานกันตามอัธยาศัย ซึ่งใครที่ถือบัตร Priority Pass สามารถใช้บริการได้ฟรีเลยครับ นอกจากนั้นยังมีส่วนลดให้กับผู้โดยสารของแอร์เอเชีย สามารถแสดง Baggage Tag เพื่อใช้เป็นส่วนลดได้ 30% ส่วนผู้ที่ใช้ AIS ก็มีโปรโมชั่นให้เลือกทั้งแลกฟรีเพียง 250 พ้อยท์ หรือส่วนลด 30% สำหรับลูกค้าปรกติ และราคาพิเศษเพียง 350 บาท สำหรับลูกค้า Serenade

 

 

 

หากใครยังไม่ได้จองรถและเรือที่จะข้ามฝั่งไปยังเกาะสมุยเอาไว้ล่วงหน้า ก็สามารถซื้อตั๋วกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของแอร์เอเชียได้เลยครับ มีขายอยู่ในราคา 400 บาท รวมเป็นแพ็คเกจเอาไว้ให้เรียบร้อย โดยเมื่อเราลงเครื่องมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หยิบกระเป๋าและเดินตรงดิ่งออกไปขึ้นรถบัสของบริษัทซีทรานเฟอร์รี่ที่มาจอดรออยู่หน้าอาคารผู้โดยสารได้เลยครับ แค่แสดงตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่ก็เป็นอันเรียบร้อย บนรถที่นั่งกว้างขวางสบาย ใช้วลาราว 1:30 ชม ก็ถึงท่าเรือดอนสัก

หลังจากนั้นก็ไปต่อเรือของซีทรานเฟอร์รี่ ซึ่งตั๋วที่เรามีนั้นไม่ระบุเวลา มาทันรอบไหนก็ขึ้นได้เลยครับเพราะเรือมีออกทุกชั่วโมง อย่างของเรามาทันรอบ 11:00 น. เป็นเรือใหญ่สามารถบรรทุกรถได้ ใช้เวลาอีกเพียง 1:30 ชม ก็ไปถึงท่าเรือหน้าทอนที่ฝั่งสมุยตอน 12:30 น. พอดีครับ

 

 

มองเห็นเกาะสมุยอยู่ไกลๆ อยากถึงเต็มที่แล้ว 

 

 

 

มาถึงท่าเรือหน้าทอนเป็นที่เรียบร้อยครับ ชะเง้อมองหาไม่นานก็เจอกับพี่พนักงานจากทางโรงแรมมายืนถือป้ายต้อนรับรออยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครต้องการให้รถมารับอย่างนี้ก็สามารถทำการจองกับทางโรงแรมเอาไว้ได้ล่วงหน้าครับ ว่าจะให้ไปรับที่สนามบิน หรือท่าเรือท่าไหน โดยมีอัตราค่าบริการ 1,000 บาท/เที่ยว หรือ 1,800 บาท/ไปกลับ พอขึ้นมาบนรถมีน้ำดื่มและผ้าเย็นรอให้บริการอยู่เรียบร้อย เรียกว่าชื่นใจจากสภาพอากาศร้อนๆ ของเกาะสมุยดีจริงๆครับ 

จากแผนที่ด้านล่างจะเห็นว่าท่าเรือหน้าทอนและหาดละไมซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมนั้นจะอยู่คนละมุมเกาะเลยครับ ต้องใช้เวลานั่งรถราว 30 นาทีด้วยกัน รวมแล้วใช้เวลาเดินทางตั้งแต่กรุงเทพฯจนมาถึงที่พักราว 5 ชั่วโมงพอดี คือมาถึงที่พักในเวลาบ่ายโมงครับ ใกล้กับเวลาเช็คอินตอนบ่ายสองพอดี แต่ถ้าห้องว่างอยู่ทางโรงแรมก็ให้เราเช็คอินได้เลยเช่นกัน
 

 

แรกสัมผัสเมื่อมาถึงเลอ เมอริเดียน เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา คือประตูทางเข้าทรงโค้งสไตล์จีน ที่ได้รับการออกแบบมาในธีม Oriental Chinese ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของศิลปะจีนร่วมสมัยเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเหล่าบรรพบุรุษในสมัยหลายสิบปีก่อนที่เดินทางจากโพ้นทะเลแผ่นดินใหญ่มาเริ่มตั้งรกรากกันที่เกาะสมุยแห่งนี้ ซึ่งแขกที่มาพักจะสามารถซึมซัมกับสิ่งที่ผู้ออกแบบต้องการถ่ายทอดได้ผ่านในทุกอณูของการตกแต่งตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ล๊อบบี้ไปจนถึงภายในห้องพัก

 

 

ความรู้สึกผ่อนคลายของวันพักร้อนสามารถรับรู้ได้แทบจะในทันทีที่รถวิ่งเข้ามาส่งเราบริเวณลานว่างทรง 8 เหลี่ยมด้านหน้าตัวอาคาร เราเดินผ่านทางเดินน้ำตกเข้าไปยังบริเวณล๊อบบี้ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีพนักงานของทางโรงแรมมายืนรอต้อนรับอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงดนตรีบรรเลงเบาสบายหูได้ยินแว่วเบาๆผ่านสายลมมาแต่ไกลเข้ากับบรรยากาศของวันพักผ่อนที่ชวนให้เราลืมโลกภายนอกไปแทบจะในทันที ผ้าเย็นและเครื่องดื่มรสชาติหอมชื่นใจถูกนำมาเสริฟยังโซฟาที่เรานั่งรอระหว่างทำการเช็คอิน กรอกเอกสารรอแค่เพียงไม่กี่อึดใจ น้องพนักงานต้อนรับคนเดิมก็นำกุญแจห้องมามอบให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

 

 

 

จากล๊อบบี้ เราเดินลงมายังบริเวณสวนด้านในครับเพื่อเข้าสู่โซนที่พักกันครับ โดยที่ Le Méridien Koh Samui Resort & Spa นั้นประกอบไปด้วยห้องพัก 6 ประเภทด้วยกัน รวมจำนวน 77 ห้อง โดยเรียงจากลำดับเริ่มต้นไปยังสูงสุด ได้แก่ 

1. VerandahSUITE จำนวน 16 ห้อง
2. Terrace Suite จำนวน 10 ห้อง
3. Plunge Pool Suite จำนวน 16 ห้อง
4. Pool Access Suite จำนวน 21 ห้อง
5. Pavilion Pool Villa จำนวน 7 ห้อง
6. Ocean Front Pool Villa จำนวน 7 ห้อง

 

 

ส่วนห้องพักที่เรามากันวันนี้คือแบบ Ocean Front Pool Villa ครับ ซึ่งจะตั้งเป็นแถวเรียงกันอยู่ด้านหน้าสุดบริเวณริมหาดละไมครับ และถัดเข้ามาคือส่วนของ Pavilion Pool Villa จากนั้นจึงไล่ลำดับตามมาด้วย Pool Access Suite และจึงเป็นส่วนของอาคาร 2 ชั้นที่ประกอบไปด้วยห้องพักในส่วนที่เหลือ

สำหรับรีวิวนี้จะขอเน้นไปที่ส่วนของ Ocean Front Pool Villa เป็นหลักนะครับ แต่ก็จะมีภาพของห้องพักประเภทอื่นๆ บางส่วนให้ชมกันด้วยเช่นกัน แต่อย่างที่เรียนไปข้างบนว่าห้องพักของเรานั้นตั้งอยู่โซนในสุดบริเวณหน้าหาด จึงอาจจะเดินไกลกว่าห้องพักอื่นๆสักนิดนึง แต่เชื่อเถอะครับว่าบรรยากาศและวิวนั้นคุ้มค่าแก่การเดินจริงๆ 

โดยทาง Le Méridien ตั้งใจว่าจะให้ Key Card นั้นเปรียบเสมือนดั่งกุญแจที่จะพาเราไปสู่อีกโลกหนึ่ง UNLOCK ART เพื่อปล๊อดล็อกเราออกไปสู่โลกแห่งศิลปะของการพักผ่อน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้กับวัฒนธรรมและความเป็นมาของสถานที่นั้นๆ ผ่านมุมมองของ Le Méridien ดังนั้นก่อนที่เราจะเปิดประตูเข้าสู่ห้องพักในครั้งแรกนั้น พนักงานก็จะเล่าถึงประวัติความเป็นมาเบื้องต้นให้เราได้ทราบกันก่อน เพื่อที่จะสามารถซึมซับจิตวิญญาณของความเป็น Le Méridien ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง
 

 


Ocean Front Pool Villa 

เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วต้องร้อง ว้าววววว จริงๆครับ ด้วยพื้นที่ใช้สอยทั้งภายในและภายนอกวิลล่าขนาด 165 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยส่วนของห้องพักที่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัว ส่วนของห้องนั่งเล่นที่สามารถเปิดประตูกระจกออกรับลมเย็นๆจากทะเลได้ และศาลานั่งเล่นขนาดเล็กแบบ Open Air ไว้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็น

ตรงกลางวิลล่าเป็นส่วนของสระว่ายน้ำส่วนตัวความลึก 1.2 เมตร ที่มาพร้อมกับเตียงนอนอาบแดดจำนวน 2 ตัว ส่วนพื้นที่ว่างระหว่างห้องพักและห้องนั่งเล่น ยังมีอ่างน้ำแบบ Open Air ตั้งแอบเอาอยู่เอาไว้ให้นอนแช่น้ำชิวๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าจัดสิ่งอำนวบความสะดวกมาครบทุกความต้องการจริงๆ ประทับใจสุดๆครับ

 

 

เรื่องวิวจากห้องพักนั้นก็สมกับชื่อห้อง Ocean Front จริงๆ เพราะสามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างชัดเจนมากจากในห้องพัก ที่แม้ว่าจะตั้งอยู่ติดหาดแบบนี้ แต่ว่าตัวห้องพักก็ถูกยกสูงขึ้นมาจากระดับชายหาดพอสมควร และยังมีแนวพุ่มไม้เป็นรั้วธรรมชาติเอาไว้บังตาได้อีกด้วย จึงยังคงความส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

อย่างห้องที่เราพักกันวันนี้หมายเลข 1101 ครับ เป็นห้องแรกสุดของส่วน Ocean Front Pool Villa จะสามารถมองออกเป็นเห็น Pier ที่หาดหน้าโรงแรมได้พอดิบพอดี

 

 

ส่วนมุมที่ชอบที่สุดขอยกให้กับตรงนี้เลยครับ ห้องนั่งเล่นที่สามารถเปิดกระจกออกดูวิวได้ มีทั้งทีวีและเครื่องเสียงมาให้พร้อม ไว้นั่งดูหนังตอนบ่ายๆ รับลมทะเลจิบเบียร์เย็นๆ มีความสุขอย่าบอกใครเชียว หรือถ้าวันไหนอากาศร้อนก็ยังสามารถปิดกระจกและเปิดแอร์ได้เช่นกัน

 

 

 

 

ส่วนภายในนั้นประกอบไปด้วยเตียงนอน Double Bed พร้อมฟูกหนานุ่มน่านอนมากๆครับ พร้อมมุมนั่งเล่นริมหน้าต่างภายในห้องพัก และโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็มีทั้งทีวี เครื่องเล่นดีวีดี และชุดลำโพงที่เป็นได้ทั้งวิทยุและสายต่อเสียบฟังเพลงจากในมือถือของเรา ส่วนตู้เย็นนั้นจะซ่อนอยู่ในตู้ไม้คู่กับชุดเครื่องแก้วครับ

 

 

 


เปิดประตูถัดไปก็จะเจอกับส่วนของห้องน้ำ ที่แยกพื้นที่ใช้สอยเอาไว้ชัดเจนทั้งส่วนของอ่างล้างหน้า ห้องน้ำ และห้องอาบน้ำแบบ Rain Forest Shower โดยมีชุดเสื้อคลุมและผ้าเช็ดตัวให้พร้อมสรรพ ส่วนเครื่องอาบน้ำนั้นมีเตรียมเอาไว้ให้จำนวน 2 ชุด ทั้งที่บริเวณอ่างล้างหน้า และภายในห้องอาบน้ำ ถ้าเปิดประตูกระจกของห้องน้ำออกไปก็จะสามารถออกไปยังอ่างน้ำแบบ Open Air ได้พอดีเลยครับ

 

 

 

ถัดจากนี้จะขอพาไปชมห้องพักแบบอื่นๆให้ดูกันเพิ่มเติมเผื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจครับ เริ่มกันที่


Verandah SUITE

ถือเป็นห้องพักแบบเริ่มต้นของทาง Le Méridien Koh Samui Resort & Spa ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของตัวอาคารห้องพัก มีพื้นที่ใช้สอย 45 ตารางเมตร โดยเมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะพบกันเตียงนอนใหญ่บริเวณกลางห้อง พร้อมส่วนห้องนั่งเล่นที่ตั้งอยู่ติดกัน วิวภายนอกเป็น Garden View 

ส่วนในห้องน้ำนั้นก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกันทุกห้อง ทั้งส่วนอ่างล้างหน้า ส่วนห้องอาบน้ำแบบ Rain Forest Shower  และถึงแม้จะเป็นห้องเริ่มต้น แต่ก็ยังมีอ่างอาบน้ำและมุมนั่งเล่นริมอ่างให้ด้วยเช่นกัน และเป็นห้องพักเพียงแบบเดียวที่มีทีวีติดตั้งเอาไว้ให้ภายในห้องน้ำ เรียกว่านอนแช่น้ำไป ดูทีวีไปด้วยสบายเลย 

 

 

 

 

 

Plunge Pool Suite

ห้องพักประเภทนี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของตัวอาคารห้องพัก มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 50 ตารางเมตร การจังวางเลย์เอ้าท์ส่วนของห้องนอนนั้นคล้ายกับ VerandahSUITE แทบจะทุกประการ คือเปิดประตูเข้ามาจะเจอกับส่วนของห้องนั่งเล่นก่อนและจึงเป็นห้องนอน แต่แตกต่างตรงที่บริเวณส่วนกลางห้องนั้นจะมีบ่อน้ำที่เปิดโล่งเป็น Open Air เอาไว้นอนแช่น้ำชิวๆกับคนรู้ใจ และทางเดินเชื่อมไปในส่วนของห้องอาบน้ำแบบ Rain Forest Shower และห้องน้ำ

 

 

 

 

Pool Access Suite

เป็นห้องพักแบบสุดท้ายที่จะพามาชมกันในรีวิวนี้ครับ ก็ตรงตัวตามชื่อเลยคือ Pool Access ที่สามารถเดินเชื่อมลงสู่สระว่ายน้ำได้เลย โดยสระว่ายน้ำนั้นจะเป็นสระขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับอีก 5-6 ห้อง ที่แยกออกจากสระส่วนกลางของทางโรงแรม ไม่เกี่ยวข้องกัน 

บริเวณหน้าห้องจะเป็นส่วนของพื้นที่นั่งเล่นและทางเดินลงสระว่ายน้ำ ส่วนภายในห้องพักนั้นจะมีเพียงแค่ห้องนอนเพียงอย่างเดียว และก็เป็นส่วนของห้องน้ำไปเลย ซึ่งห้องน้ำนั้นมีขนาดใหญ่มากกกกก แยกเป็นส่วนของอ่างล่างหน้ารวมกับส่วนอ่างอาบน้ำ และก็ส่วนของห้องอาบน้ำแบบ Rain Forest Shower และห้องน้ำ

 

 

 

 

 

 

ถัดจากส่วนของห้องพัก ขอวกกลับมาที่ส่วนกลางของทางโรงแรมกันบ้างครับ เริ่มจากส่วนของล๊อบบี้ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่แต่ละมุมก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แตกต่างกันออกไปดังนี้


Library

ห้องสมุดประจำโรงแรม ที่แม้ว่าจะมีขนาดเล็กไปบ้าง แต่ก็ยังมีหนังสือดีๆ และหนัง DVD ให้สามารถยืมกับไปดูที่ห้องพักกันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด 

 

 

Latitude 9

บาร์ที่ได้รับการตั้งชื่อตามตำแหน่งจริงของที่ตั้งโรงแรมตามเส้น Latitude นั้นๆ (เส้นแนวนอน เริ่มนับจากเส้น Equator) ซึ่งที่ Le Méridien Koh Samui Resort & Spa ก็จะตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 9 องศาของเส้นศูนย์สูตร

เปิดให้บริการตั้งแต่ 09:00am - 11:00pm โดยทางบาร์ก็จะมีเครื่องดื่มทั้งกาแฟ คอกเทล ไวน์ และของว่างให้บริการ แต่ในช่วงกลางวันจะตกแต่งออกไปทางร้านกาแฟซะมากกว่า ส่วนกลางคืนก็จะเปลี่ยนธีมเป็นแนวนั่งชิวจิบไวน์ แชมเปญ แทนที่ โดยมีโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ไวน์สำหรับขาดื่มให้ในช่วงเย็น

 

 

Le SPA

สปาของทางโรงแรมซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของล๊อบบี้ ได้รับการตกแต่งตามหลักฮวงจุ้ยในรูปแบบของโรงเตี๊ยมจีนสมัยศตวรรษที่ 17 พร้อมเปิดเพลงบรรเลงแบบจีนคลออยู่เบาๆ ที่ช่วยเสริมให้บรรยากาศภายในสปาดูผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00am - 10:00pm

 

 

Fitness Center

ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของล๊อบบี้เช่นเดียวกัน ดูๆไปแล้วยังมีอุปกรณ์ให้เล่นไม่มากนัก แต่ก็สามารถช่วยเรียกเหงื่อจากวันพักผ่อนสบายๆ ของแขกที่มาพักได้แน่นอน

 

 

 

จากโซนล๊อบบี้ จะย้ายมาต่อกันที่ส่วนของ สระว่ายน้ำหลัก ของโรงแรมกันครับ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าหาด ติดกับส่วนของห้องอาหาร Latest Recipe ด้านข้างสระก็มีบาร์ให้สั่งเครื่องดื่มมาจิบริมสระกันได้ นอกนั้นก็จะเป็นเก้าอี้ชายหาดตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบบริเวณ ถูกใจมุมไหนก็เลือกไปนอนเล่นได้ตามอัธยาศัย 

สำหรับตัวสระว่ายน้ำนั้นถือว่าไม่ใหญ่มากนัก แต่วิวเปิดโล่งมองเห็นทะเลได้ดี จะมีถูกบังไปบ้างนิดหน่อยถ้ามีคนมานอนที่เก้าอี้ชายหาดด้านหน้า ส่วนช่วงเย็นที่คนนิยมมาลงเล่นน้ำกันเยอะ ถ้าลงพร้อมกันสัก 15 คนก็เริ่มดูแออัดแล้ว แต่โดยรวมก็ยังถือว่าดี น่ามาเล่นน้ำอยู่ครับ 

 

 

 

 

Beach

ถึงแม้โรงแรมจะตั้งอยู่ติดหาด แต่ต้องยอมรับครับว่าหาดละไมนั้นสู้เฉวงไม่ได้จริงๆ แต่ก็ใช้ว่าจะไม่ดีไปซะทั้งหมด เพราะยังไงวิวทะเลก็ยังคงเป็นวิวทะเลวันยังค่ำ หาดทรายสีเข้มตัดกับน้ำทะเลสีคราม และท้องฟ้าที่เวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ก็ยังคงมีให้สัมผัสได้เช่นเดียวกันกับหาดอื่นๆ

แต่ถ้าอยากเล่นน้ำทะเลนั้น อาจจะต้องเดินห่างออกไปจากฝั่งสักนิดถึงจะมีความลึกมากพอที่จะแช่น้ำได้ทั้งตัว เพราะชายหาดที่นี่สโลปน้อยมาก 

 

 

Ocean Pier

เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของ Le Méridien Koh Samui Resort & Spa เลยก็ว่าได้ เพราะ Pier แห่งนี้ยื่นออกไปในทะเลไกลมาก และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ จุดชมวิว ดูปลา บาร์นั่งชิว หรือแม้กระทั้งร้านอาหารกลางทะเล

 

 

โดยในช่วงที่เราไปพัก Pier แห่งนี้ก็ได้ถูกเนรมิตรให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานสุดโรแมนติกกลางผืนน้ำด้วย เห็นแล้วก็แอบอิจฉาคู่บาวสาวที่มาจัดงานที่นี่จริงๆเลยครับ  

โดยพิธีการมีขึ้นในช่วงเย็นราว 4-5 โมง และหลังจากจบงานทางคู่บ่าวสาวและแขกที่มาร่วมงาน ก็ย้ายมาจัด Pool Party กันต่อริมสระว่ายน้ำ เพื่อรับประทานอาหารเย็น ที่จะมีการจัดขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเวลามีงานเลี้ยงเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

ในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนๆ แบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่ากลับมานอนเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำที่ห้องพักกันเล่า 

กลับเข้ามาเจอชุด Welcome Gift เป็นของหวานน่ารักๆ ที่จัดเรียงมาอย่าสวยงามวางเอามาวางไว้ในห้องพักให้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่รอช้า รีบไปกดกาแฟจากเครื่อง Espresso Machine ที่มีให้บริการอยู่ภายในห้องเอามาทานคู่กันซะเลย ถึงแม้ว่าจะเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ช่วยเติมพลังยามบ่ายได้ดีทีเดียวแหละ

 

 


ส่วนใครที่ต้องการความเงียบสงบระหว่างการพักผ่อนแล้วละก็ เพียงนำน้องลิงน้อยที่แกะสลักจากลูกมะพร้าวตัวนี้เอามาตั้งไว้ที่หน้าประตูห้อง ก็เป็นอันรู้กันว่า กรุณาอย่ารบกวน แทนป้าย Do not Disturb นั่นเอง

 

 

 

บรรยากาศยามเย็นของห้อง Ocean Front Pool Villa ที่เมื่อเปิดไฟแล้วช่วยเสริมบรรยากาศให้น่าพักยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

 

 


Latest Recipe

ห้องอาหารเพียงแห่งเดียวของทางโรงแรม ที่ตั้งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำหลัก เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06:00am - 11:00pm โดยอาหารเช้าของโรงแรมก็จะมีให้บริการอยู่ที่ห้องอาหารแห่งนี้เช่นเดียวกัน ส่วนระหว่างวันก็สามารถสั่งเป็น A la carte menu ได้ตามอัธยาศัยครับ ทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง

 

 

 

ในเวลา 19:19 น. ของทุกวัน ทางโรงแรมจะมีกิจกรรมในชื่อ Celebration of the Day ให้กับแขกผู้มากพักได้มาร่วมพิธีลอยกระทงกัน ซึ่งจัดขึ้นที่บ่อน้ำที่บริเวณล๊อบบี้ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยภายในบ่อก็จะมีการเปิดไฟระยิบระยับสวยงามมาก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่โรงแรมก็จะนำกระทงที่ทำขึ้นจากกะลามาพร้าวมาแจกให้กับแขกได้มาทำการลอยกระทงร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นแขกที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก

ส่วนในเวลากลางคืน หลังจากที่เปิดไฟแล้วก็ดูเป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่ก็มีสวยงามไม่แพ้ช่วงกลางวันเช่นกัน

 

 

 


Starlight Dinner & Exclusive Private Dining

หากมีโอกาสได้มาพักที่ Le Méridien Koh Samui Resort & Spa แล้วละก็ ขอแนะนำเลยว่าห้ามพลาดกับประสบการดินเนอร์สุดโรแมนติกบน Pier ลอยน้ำกลางทะเล ที่ทางโรงแรมเครมเอาไว้ว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06:30pm - 10:30pm ซึ่งจะมีการแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ


1. Starlight Dinner

ที่จะจัดอยู่ในบริเวณของ Pier ใหญ่ที่มีโต๊ะอาหารอยู่ราว 10 โต๊ะด้วยกัน ให้บริการทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งในรูปแบบ Course Set ที่เลือกได้ทั้งแต่ 3 หรือ 4 Course โดยมีราคาแตกต่างกันดังนี้

3-course set dinner ราคาท่านละ 1,550 บาท (net)
4-course set dinner at ราคาท่านละ 1,999 บาท (net)

 

 

 

2. Free Flow Cocktails

ที่จะจัดอยู่ในบริเวณของ Pier ใหญ่เช่นเดียวกัน กับบุฟเฟ่ค๊อกเทลที่สามารถดื่มได้ไม่อั้นภายในระยะเวลา 1.30 ชม. ในราคาท่านละ 699++ โดยมีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกได้ไม่อั้น 5 อย่างด้วยกันดังนี้

• CLASSIC MARTINI
• FRENCH MARTINI
• APPLE MARTINI
• LYCHEE MARTINI
• MELON MARTINI 

 

 

 

3. Exclusive Private Dining

สำหรับส่วนนี้ก็จะ Private สมกับชื่อเลยครับ เพราะว่าโต๊ะจะถูกจัดแยกเดี่ยวออกมาเป็นส่วนตัวไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร พร้อมได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ที่จะต้องทำการจองเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ให้บริการทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งในรูปแบบ 5 Course Set ราคาท่านละ 4,999 บาท (net) โดยมีเมนูให้เลือก 3 เซ็ทด้วยกันดังนี้ (รวม Sparking wine 1 แก้ว)

• Over the Land, Under the Sea
• Seafood
• Thai Favorites 

 

 

ถ้ามีโอกาสมากันคนพิเศษละก็ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะบรรยากาศของผืนน้ำสีครามที่ล้อมขณะสะท้อนกับแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก่อนลับของฟ้านั้นมันช่างสวยงามอย่าบอกใคร เหมือนกับว่าเวลาในขณะนั้นถูกหยุดลงเอาไว้ตรงนี้ให้มีแค่คุณและคนพิเศษเพียงเท่านั้น โดยมีสายลมและแสงดาวเป็นพยานในอาหารค่ำสุดโรแมนติกมื้อนี้

 

 

 

 

ถ้าจะมากันแนะนำให้มากันตั้งแต่ 6 โมงครึ่งก่อนช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินเลยครับ จะได้มานั่งดื่มแชมเปญชมอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปด้วย เพราะอย่างในรีวิวนี้เริ่มช่วงเวลาประมาน 1 ทุ่ม ค่อนข้างดึกไปหน่อย กว่าบริกรจะนำเครื่องดื่มมาเสริฟฟ้าก็มือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงยังไงบรรยากาศก็ยังดีอยู่จริงๆครับ ลมพัดเย็นสบาย ได้ยินเสียงคลื่นดังอยู่เบาๆ แตกต่างจากการนั่งทานอาหารในร้านคนละเรื่องกันเลย

 

สำหรับเมนูอาหารที่สั่งในวันนี้ เป็นเซ็ท Over the Land, Under the Sea และ Thai Favorites ครับ จะเห็นความแตกต่างของเมนูไทยและฝรั่งได้อย่างชัดเจน โดยทั้งคู่มาเป็น 5 คอร์สเท่ากัน เริ่มต้นด้วย Starter จากแรกของไทยเป็นเปาะเปี๊ยะกุ้งทอด ส้มตำทะเล และแลมป์ร้องไห้หรือก็คือน้ำตกเนื้อแกะ ที่บอกเลยว่ารสชาติเด็ดมาก  ส่วนจานแรกของเมนูฝรั่งเป็นทะเลเผาเสริฟคู่กับอโวคาโด้และแซลม่อน 

 

หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยซุป ก่อนที่จะล้างปากด้วยเชอร์เบทมะนาว แล้วจึงเป็นเมนคอร์สที่มีไฮไลท์เป็นกุ้งล๊อบสเตอร์ในทั้ง 2 เมนูไทยและฝรั่งครับ แต่บอกเลยว่าจริงๆ ก็เริ่มอิ่มตั้งแต่จานสองจานแรกแล้วละครับ พอเจอเมนคอร์สเข้าไป ซึ่ง portion ใหญ่มาก ทานไม่หมดกันเลยทีเดียว มันเยอะจนไม่รู้จะเริ่มทานจากอันไหนก่อนดี จริงๆแล้วถ้าลดขนาดจานลงและเพิ่มเข้าไปอีกสัก 1 เมนูน่าจะกำลังดีและสวยงามน่าทานมากกว่าครับ   หลังจากนั้นจึงปิดท้ายด้วยเมนูของหวานเป็น Banana Three Ways (กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยทอด) ในเมนูไทย และราสเบอร์รี่ชีสเค้กในเมนูฝรั่ง

 

 

ส่วนตัวแล้ว รู้สึกชอบ Starter ของ Over the Land, Under the Sea มากที่สุด 

 

 

 

Breakfast

สำหรับมื้อเช้าของที่โรงแรมแห่งนี้ ก็ยังคงอยู่ที่ห้องอาหาร Latest Recipe เช่นเดิม โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการนั่งชั้น 1 หรือ 2 โดยไลน์อาหารนั้นอาจจะเรียกว่าไม่ได้ใหญ่โตอลังการเท่าใดนัก แต่ก็มีเมนูอาหารเช้าครบครันในแบบที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องรสชาตินั้นก็จัดว่าดีตามมาตรฐานของทาง Le Méridien เค้าแหละครับ 

 

 

 

 

สุดท้ายก่อนจบรีวิวกันไป ก็อยากจะขอฝากภาพบรรยากาศยามเช้าสวยๆ จากห้องพัก Ocean Front Pool Villa เอาไว้เป็นภาพปิดท้ายด้วยอีกครั้งและกันครับ เพราะประทับใจกับห้องพักที่นี่มากจริงๆ ไม่ว่าจะทั้งเรื่องบรรยากาศและการบริการ ซึ่งถ้าถามว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปเยือน Le Méridien Koh Samui Resort & Spa อีกไหม ก็ตอบแบบไม่ค่อยคิดได้เลยครับว่า "ไปแน่นอน" เพราะมันดีงามมากจริงๆ 

ยังไงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมรีวิวมาตั้งแต่ต้นจนจบมากครับ สวัสดีครับ 

 



Special Thanks:
- Le Méridien Koh Samui Resort & Spa
- paksabuy

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

September 19, 2019

August 26, 2019

Please reload

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media