[ H A R V E S T ] ดื่มด่ำกับอาหาร "เมดิเตอร์เรเนียน" ในบรรยากาศสุดชิค

December 6, 2016

 

"Harvest Restaurant" ร้านอาหารฝรั่งในสไตล์เมนิเตอร์เรเนียนขนาดเล็กที่แอบซ่อนตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ กับบรรยากาศการตกแต่งอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบเก่า ดิบ ที่เน้นโชว์ให้เห็นเนื้อจริงของวัสดุตกแต่ง อันชวนให้นึกถึงบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของบ้านไร่ในแบบตะวันตก ที่จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ในทานอาหารอันแสนพิเศษให้กับมื้อค่ำของคุณและคนรู้ใจได้มากยิ่งขึ้น

แต่เมนูของที่นี่จะน่าทานขนาดไหน และจะสมกับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจให้เพื่อนๆ ผู้ชมรีวิวได้ไปตามรอยกันได้หรือไม่ เรามาตามไปชมพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ 

 

 

ร้าน Harvest Restaurant ตั้งอยู่ที่โครงการ Chapter 31 ในซอยสุขุมวิท 31 (บริเวณกลางซอย)
สามารถเดินทางมาได้ทั้ง Taxi และรถส่วนตัว (สามารถจอดรถได้ภายในโครงการ Chapter 31)
ถ้ามา BTS ก็อยู่ระหว่างสถานีอโศกและพร้อมพงษ์ หลังจากนั้นก็นั่งมอเตอร์ไซต์ต่อเข้ามาช่วงกลางซอย
เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17:30 - 00:00 น. 
โทร 02-262-0762
รับทั้งเงินสด และบัตรดครดิต

คำแนะนำ 
เนื่องจากมีจำนวนโต๊ะให้บริการไม่มากนัก จึงควรสำรองที่นั่งเอาไว้ล่วงหน้าก่อนมาใช้บริการ

 

 

ย่างก้าวแรกที่เดินผ่านประตูร้านเข้ามาแทบจะทำให้เราลืมบรรยากาศด้านนอกของกรุงเทพมหานครไปจนหมดสิ้น กับการตกแต่งในสไตล์ชนบทของตะวันตกไม่ว่าจะเป็นประตูโรงนา รถจักรยานเก่าคันใหญ่ ประดับด้วยฟางหญ้าแห้งและผลผลิตทางการเกษตร ที่ทำออกมาได้อย่างลงตัวและสวยงามตรงตามคอนเซปของชื่อร้าน ตัดกับหลอดไฟสีเหลืองส้มที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับผู้มาเยือนและชวนให้เราคล้อยตามไปกับบรรยากาศภายในร้านอาหารแห่งนี้

 

 

 

 

เดินถัดเข้ามาอีกหน่อย จะพบกับบาร์เครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ติดกับบันไดไม้ที่จะพาเราไปยังบริเวณชั้น 2 ของร้านที่ตกแต่งในสไตล์เดียวกัน และมีที่นั่งให้เลือกทั้งมากยิ่งขึ้น ทั้งแบบโต๊ะ 2 คน 4 คน หรือ 6 คน แต่ถ้าหากต้องการโต๊ะที่ใหญ่กว่านี้ก็สามารถแจ้งพนักงานร้านให้ช่วยจัดการให้ได้เช่นกัน สำหรับคนที่ชอบมองวิวแนะนำให้นั่งบริเวณชั้น 1 ติดกับหน้าต่าง แต่ถ้าชอบส่วนตัวแต่ยังดูโปร่ง โล่งสบาย แนะนำให้เลือกที่นั่งชั้น 2 บริเวณโต๊ะติดระเบียงกั้นก็ดูจะเข้าท่าเช่นกัน

 

 

 

 

ในที่สุดเราก็เลือกที่จะหย่อนตัวลงที่โต๊ะหัวมุมหน้าร้าน ติดกับผนังคอนกรีตที่เผยให้เห็นเนื้ออิฐสีส้มอยู่ด้านใน ไม่นานนักน้องๆ พนักงานเข้ามาให้บริการพร้อมกับนำเมนูอาหารที่หน้าตาเรียบง่ายเข้ามาแจกให้กับผู้ร่วมโต๊ะทุกท่าน

ด้วยคอนเซปต์ของที่นี่ ที่นำวัตถุดิบชั้นดี สดใหม่จากเหล่าเกษตรกรท้องถิ่นของไทย และต่างประเทศ เข้ามาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร จึงมั่นใจได้ว่าทุกเมนูในร้านจะมาพร้อมกับความใส่ใจในการปรุงอาหารเหมือนกับที่คุณทำรับประทานเองที่บ้าน

 

 

ก่อนจะเริ่มทาน ขอมาแนะนำเครื่องดื่มของที่นี่กันก่อนแล้วกันครับ ต้องบอกเลยว่ามีให้เลือกหลากหลายจริงๆ ทั้ง Non-Alcohol และ Alcohol ที่มีให้เลือกทั้งวิสกี้ ไวน์ แชมเปญ เบียร์ และคอกเทลประเภทต่างๆ โดยมี Harvest Beer เป็นหนึ่งใน Signature ของที่นี่ที่นำเบียร์มาผสมกับเหล้ารัม และโรยหน้าด้วยผงโกโก้เป็นชื่อร้าน สำหรับใครที่ชอกค๊อกเทลก็อย่าลืมลองกันด้วยแล้วกันนะครับ ส่วนเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ ก็ตามแต่ชอบเลย แต่ที่สำคัญคือเรื่องของการตกแต่งที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของคนทำที่ออกมาดูดีสวยงาม น่ารับประทานมากครับ
ราคา 365 บาท

 

 

 

เริ่มด้วยจานแรกกับเมนู Mussels Spicy Bacon หรือหอยแมลงภู่อบกับไวน์ขาว ปรุงด้วยกระเทียม พริกแห้ง และเบค่อน ที่รสชาติดีมากครับ แต่ถึงแม้ว่าชื่อจะ Spicy แต่สำหรับคนไทยแล้วถือว่าแค่เผ็ดพอให้ออกรสชาติเฉยๆ เสริฟมาพร้อมกับเฟร้นฟราย เป็นอีกหนึ่งเมนูที่แนะนำว่าไม่ควรพลาด ขนาดพิมพ์กระทู้ไปนี่ยังรู้สึกน้ำลายสอเลยครับ  
ราคา 780 บาท

ส่วนเมนูเรียกน้ำย่อยจานที่สองจริงๆ แล้วเป็นเมนู Harvest Pumpkin Soup หรือซุปฟักทองที่อร่อยมาก เสริฟซุปมาในลูกฟักทองเลย ทานคู่กับขนมปัง ขนาดตัวเจ้าของกระทู้เป็นคนไม่ชอบทานฟักทองยังต้องมีตักเบิ้ล แต่ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ถ่ายภาพมาครับ
ราคา250 บาท

 

 

 

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งเมนูหอยแมลงภู่ในแบบครีมมี่กับ Mussels Creamy Garlic  ที่รสชาติจะอ่อนๆ เบาๆ กว่าจานแรก มาแบบครีมๆ และกระเทียม เรียกว่าอร่อยคนละแบบและกันครับ มีเมนูหอยสองจานนั่งแงะกันสนุกเลยทีนี้ 
ราคา 780 บาทเท่ากัน

ส่วนอีกเมนูที่มาเสริฟติดๆ กันเลยคือ Honey-Glazed Pork Belly หรือหมูสามชั้นเคลือบน้ำผึ้ง บรรจงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมมองเห็นชั้นของเนื้อหมูสวยงาม วางมาบนจานกระเบื้องสีขาว เรียบง่ายแต่ลงตัวสวยงาม เสริฟคู่กับมะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม และผัก ด้วยความที่มีมันแทรกอยู่เป็นชั้นๆ จึงค่อนข้างนุ่มตัดง่ายครับ ใช้มืดหั่นเบาๆ ก็เฉียนเข้าปากรับประทานได้เลย รสชาติใช้ได้ดีครับ
ราคา 380 บาท

 

 

 

มาต่อกันด้วยเมนูเอาใจคนรักทรัฟเฟิลกับเมนูพาสต้าอย่าง Truffle Fettuccine Cream Sauce ที่หน้าตานั้นดูเรียบง่าย แต่รสชาตินั้นอร่อยมากกกกครับ เส้นเฟตตูชินี่เหนียวนุ่มกำลังดี คลุกเคล้ามากับซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิล และยังไม่พอ แถมโรยหน้าด้วยเห็ดทร้ฟเฟิลสไลด์บางๆ ที่ด้านบนปิดท้าย เมนูนี้เรียกว่าอยากจะขอเบิ้ลกันเลยทีเดียวครับ 
ราคา 480 บาท

จานถัดมาคือเมนู Grilled Iberico Pork Serecto ซึ่งทำมาจากเนื้อหมู Iberian จากส่วนคอ ที่ต้องย่างด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่สุกเกินไม่ดิบเกิน คล้ายๆ ทานเนื้อแบบมีเดียม จึงจะไดเนื้อหมูที่นุ่มชุ่มน้ำกำลังดี จากนั้นราดด้วยซอสเหล้าแอปเปิ้ล ทานคู่กับแอบเปิ้ล มันฝรั่ง และฟักทอง รสชาติเป็นอันเข้ากันลงตัวครับ
ราคา 980 บาท

 

 

 

 

 

และสำหรับเมนูของคาวปิดท้ายที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็คือเมนู Ocean Goodness หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยบ้านๆ ก็คือ ชุดอาหารทะเลรวมมิตร  นั่นเอง เพราะว่าเมนูจานนี้มีทั้งกุ้ง Lobster ตัวโตก้ามใหญ่ ที่จัดเรียงมาอย่างสวยงามบนถาดไม้ เสริฟพร้อมสารพัดหอย ทั้งหอยนางรม หอยกาบ หอยแมลงภู่ และ Scallop ชิ้นโต ประดับประดาไปด้วยเหล่าเครื่องเคียงทั้งเลม่อน หัวหอม มะเขือเทศ พร้อมโรยด้วยเม็ดเกลือปิดท้ายเป็นอันเสร็จพิธีโรงเรียนเมดิเตอร์เรเนียน

ส่วนรสชาตินั้นก็ไม่ต้องพูดถึงครับ หน้าตาสวยงามซะขนาดนี้ เยี่ยมเลยครับ 

ส่วนเรื่องราคาของจานนี้ก็แรงไม่แพ้กัน
ราคา 3,500 บาท

 

 

 

เมื่อทานคาวเสร็จแล้ว ก็ต้องปิดท้ายกันด้วยของหวาน สำหรับที่นี่ก็ขอแนะนำ 2 เมนู 2 สไตล์ด้วยกันดังนี้ครับ สำหรับคนชอบของหวานแนวฝรั่งต้องลอง Chocolate Semifreddo หรืออารมณ์คล้ายๆ ไอศกรีม โดยทางร้านทำขึ้นเองจากดาร์คช๊อกโกแล็ตของ Valrhona ทานคู่กับมาร์ชเมโล่ลนไฟ และไอศกรีมคาราเมล รวมแล้วกลมกล่อมเข้ากันดีครับ ถือเป็นหนึ่งในเมนูปิดท้ายที่ไม่ควรพลาด 
ราคา 240 บาท

ส่วนของหวานอีกเมนูในแบบไทยๆ ขอยกให้เป็น Harvest Coconut Delight หรือข้าวเหนียมมูลที่เสริฟมาอย่างสวยงามในกะลามะพร้าวเผาผ่าครึ่งซึกที่วางอยู่บนผ้าผืนเล็กๆ เรียบง่ายแต่ดูสวยงามลงตัว ก่อนกินก็ราดน้ำกะทิลงไปเป็นอันพร้อมรับประทาน สำหรับจานนี้ถ้าเป็นคนไทยถือว่าราคาสูงไปหน่อย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือโอกาสอยากลองรสชาติของหวานท้องถิ่นในแบบฉบับไทยๆ ก็ถือว่าโอเคครับ
ราคา 350 บาท

โดยรวมอาหารของที่นี่ถือว่ารสชาติดี วัตถุดิบสดใหม่ พิถีพิถันทั้งในขั้นตอนการทำและการตกแต่ง อร่อยทุกเมนูครับ แต่เรื่องราคานั้นก็สูงตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่แนะนำอยากให้ได้มาลองกันไม่ว่าจะในโอกาสปรกติ หรือโอกาสพิเศษครับ แต่อย่างที่บอก โทรจองกันเอาไว้ด้วยก่อนมาก็ดีครับเพราะร้านไม่ใหญ่มาก และที่จอดรถมีน้อยเพราะต้องจอดรวมกับกันร้านอื่นๆ ในโครงการ ถ้ามาช้าอาจเต็มได้

ยังไงต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมรีวิวมาตั้งแต่ต้นจนจบ สวัสดีครับ 

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

September 19, 2019

August 26, 2019

Please reload

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media