[ Shanghai ] เซี่ยงไฮ้...ฮิป อาร์ท เรโทร โมเดิร์นแค่ไหน ต้องไปดูเอง !!!

April 18, 2017

 

เซี่ยงไฮ้...ฮิป อาร์ท เรโทร โมเดิร์นแค่ไหน ต้องไปดูเอง !!!

 

ถ้าพูดถึงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) แน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องนึกถึงเจ้าพ่อกันเป็นอันดับแรก ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักเมืองแห่งนี้กันดีจากละครและภาพยนตร์ชื่อดังของประเทศจีนที่ทำให้ชื่อเมืองเซี่ยงไฮ้กลายเป็นที่จดจำกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่รู้กันหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วนั้น “เซี่ยงไฮ้” ยังมีดีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ หรืออาจรู้แต่ยังไม่เคยได้มาสัมผัสกัน ซึ่งในโอกาสนี้ On The Jet Plane จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเซี่ยงไฮ้ให้มากยิ่งขึ้นในฉบับ ฮิป อาร์ท เรโทร โมเดิร์น กับมนต์เสน่ห์อันชวนหลงไหลของกลิ่นไอแห่งตะวันตกที่ได้มาบรรจบพบกันอย่างลงตัวบนดินแดนตะวันออก ที่ใครๆ ต่างก็ต้องรู้สึกประทับใจและอึ้งกันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาสัมผัส เพราะไม่แน่ใจว่ากำลังมาเที่ยวยุโรปหรือว่าประเทศจีนกันแน่กับสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยยุคล่าอณานิคมที่คงความงดงามมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นครปารีสแห่งตะวันออก"

 

ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีนที่เพรียบพร้อมไปด้วยตึกระฟ้าและระบบการคมนาคมอันทันสมัย เป็นเมืองที่เป็นฮับของภูมิภาค มีระบบการปกครองแบบพิเศษที่มีดีกรีเทียบเท่าถึงระดับมณฑลของจีน สามารถเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้ด้วยโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของสวนสนุกระดับโลกอย่างดิสนี่ย์แลนด์อีกด้วย เรียกว่าพัฒนากันไปไกลมากเสียจนต้องลบภาพของการมาเยือนประเทศจีนในแบบเก่าๆ ออกไปจากหัวกันเลยทีเดียว

 

เอาเป็นว่าไม่ต้องพรรณากันยาว ถ้าพร้อมกันแล้วก็ออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ไปกับรีวิวนี้ด้วยกันเลยดีกว่าครับ 

 

 

เราเริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้กันที่สนามบินดอนเมืองกับสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์” ที่มีเส้นทางบินตรงทุกวันไม่ต้องต่อเครื่องจากกรุงเทพฯ (DMK) สู่ท่าอากาศยานผู่ตง (PVG) เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 ขนาด 377 ที่นั่ง ดังนี้

 

เที่ยวบิน XJ760 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง 00:15am สู่เซี่ยงไฮ้ที่ท่าอากาศยานผู่ตง 05:30am

เที่ยวบิน XJ761 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานผู่ตง 06:50am ถึงท่าอากาศยานดอนเมืองเวลา 10:10am

 

ที่สำคัญรอบนี้ Admin ยังถือ บัตรเครดิตแอร์เอเชีย แพลทินัม มาสเตอร์การ์ด ธนาคารกรุงเทพ อีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น "บัตรเบ่ง" ที่ให้สิทธิพิเศษมากมายสำหรับผู้โดยสารของแอร์เอเชีย คุ้มมหาคุ้ม ใครใช้บริการสายการบินเจ้านี้บ่อยๆ แนะนำว่าควรรีบไปสมัครโดยด่วน แต่จะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้นลองไปดูกันเลยดีกว่า

 

  1. 1. Xpress Check In หรือช่องพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร สามารถเช็คอินที่เคาเตอร์พิเศษนี้ได้เลย ลดเวลาการไปต่อคิวได้เยอะเลย (เอกสิทธิ์นี้จะใช้ได้เฉพาะเมื่อเดินทางออกหรือกลับภายจากสนามบินในประเทศไทยเท่านั้น)

  2. 2. Xpress Boarding รับสิทธิขึ้นเครื่องบินก่อนใคร ไม่ต้องไปแย่งวางกระเป๋าบนเคบินให้เหนื่อย (อกสิทธิ์นี้จะใช้ได้เฉพาะเมื่อเดินทางออกหรือกลับจากสนามบินในประเทศไทยเท่านั้น)

  3. 3. Xpress Baggage บริการรับสัมภาระก่อนใคร เมื่อถึงสถานีปลายทาง 

  4. 4. บัตรกำนัลฝากสัมภาระใต้ท้องเครื่องจำนวน 4 ใบต่อปี (ในประเทศ 15 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 20 กิโลกรัม)

  5. 5. บัตรกำนัลสำหรับการเลือก Hot Seat 4 ครั้งต่อปี (ทั้ง FD และ XJ)

  6. 6. รับเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น ฟรี! มูลค่า 60 บาท (ทุกเที่ยวบินที่ขึ้นต้นด้วย FD และ XJ)

  7. 7. จองตั๋วโปรโมชั่นได้ล่วงหน้าก่อนใคร 24 ชม.

  8. 8. ทุกการใช้งานผ่านบัตร 20 บาท จะได้ 1 Big point

  9. 9. รับคะแนน BIG Points 3 เท่า สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ www.airasia.com เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสาร และ AirAsia Call Center

  10. 10. แบ่งชำระเมื่อใช้จ่ายที่แอร์เอเชียผ่านบัตรตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต่อรายการ

 

ตรวจสอบสิทธิพิเศษอื่นๆ หรือสมัครได้ ที่นี่

 

 

ข้อควรรู้ก่อนไปเซี่ยงไฮ้

  1. 1.ขั้นแรก แลกเงินหยวนก่อนเลย อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 1 หยวนต่อ 5.5 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น)

  2. 2.เวลาที่เซี่ยงไฮ้ไวกว่าประเทศไทยอยู่ 1 ชั่วโมง (UTC +8)

  3. 3.ประเทศจีนบล็อกทั้ง Facebook, Instagram, Line, Google สำหรับการใช้งานผ่าน Wifi, Pocket Wifi หรือ Local SIM ดังนั้นถ้าอยากเล่นจริงๆ แนะนำให้หาโปรแกรม VPN ลงเครื่องเผื่อเอาไว้เพื่อใช้งาน แต่ถ้าได้เปิด Roaming เอาไว้จากประเทศไทยตั้งแต่แรก ก็สามารถใช้ทุกโปรแกรมที่กล่าวมาได้ทั้งหมดไม่ถูกบล๊อกแต่อย่างใด

  4. 4.เช็คข้อมูลสภาพอากาศก่อนเดินทางเพราะที่เซี่ยงไฮ้มีถึง 4 ฤดู ไม่เหมือนเมืองไทยที่มีแต่ร้อน กับร้อนมาก

  5. 5.ไปจีนต้องขอวีซ่าล่วงหน้า ไม่ใช่อยากไปก็ซื้อตั๋วไปเลย โดยวีซ่าท่องเที่ยวเบื้องต้นอยู่ที่ 1,000 บาท (Single Entry) สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมตรวจสอบได้จาก ที่นี่

  6. 6.เรื่องภาษา ถือว่าโชคยังเข้าข้างเพราะว่าที่เซี่ยงไฮ้ค่อนข้างเจริญ ทำให้มีป้ายภาษาอังกฤษตามสถานที่ใหญ่ๆ รวมทั้งพนักงานโรงแรมยังสามารถสื่อสารได้ดี แต่ถ้ายังไงอ่านหรือจดจำคำสำคัญๆ ไว้ก่อน จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ 

 

เอาละ ถ้าพร้อมกันแล้ว ออกเดินทางไปนครเซียงไฮ้ด้วยกันได้เลยครับ.............

 

 

เมื่อเดินทางถึงสนามบิผูตงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (เวลาที่เซี่ยงไฮ้เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.) ก็ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก จากนั้นจึงตรงดิ่งไปรับกระเป๋าเดินทาง ซึ่งก็มาเร็วสมใจ เพราะว่าเราได้ใช้บัตรเบ่งของแอร์เอเชียธนาคารกรุงเทพไปตอนเช็คอินนั่นเอง จึงได้รับการติดป้าย XPress Baggage Tag เอาไว้ที่กระเป๋าเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลารอกระเป๋านานแต่อย่างใด

 

แต่เนื่องจากเที่ยวบินมาลงค่อนข้างเช้าอยู่มาก ร้านรวงต่างๆ ภายในสนามบินจึงอาจยังไม่เปิดดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถหาซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อได้ไม่ยากนัก โดยในครั้งนี้เราเลือกไปทานข้าวเช้ากันในโรงแรม Airport Hotel ภายในสนามบินเพื่อเติมพลังกันก่อนออกเดินทาง รวมทั้งรอสถานีรถไฟ Maglev เปิดบริการเช่นกัน

 

 

โดยรถไฟ Maglev ของเซี่ยงไฮ้นั้นนั้นเป็นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็วถึง 430 กม./ชม. (แต่ปกติจะวิ่งแค่ 300 กม./ชม.) ให้บริการจากสนามบินผู่ตงไปยังสถานีรถไฟ Longyang Road รวมระยะทาง 30.5 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อทำความเร็วสูงสุดจะใช้เวลาแค่เพียง 7 นาทีเท่านั้น คิดค่าตั๋วอยู่ที่ 50 หยวน/เที่ยว ถ้าใครอยากลองนั่งแบบความเร็ว Top Speed ก็ลองมาใชิบริการได้ระหว่างเวลา 09:00–10:45 น. และ 15:00–16:45 น.

 

ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดจริงๆ

 

 

เที่ยวเองได้ง่าย ไม่ต้องกลัวหลงด้วย Shanghai Metro

 

หลังนั่งรถไฟ Maglev มาถึงสถานี Longyang Road แล้ว วิธีการเดินทางต่อเข้าเมืองรวมทั้งการเที่ยวเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเองที่ง่ายที่สุดนั่นก็คือระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่มีให้บริการถึง14 สาย เรียกว่าครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเซี่ยงไฮ้เอาไว้ครบทั้งหมด อีกทั้งยังมีป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องกังวลกับปัญหาหลงทางแน่นอน

 

จะเลือกหยอดตู้จ่ายเป็นรายเที่ยวเริ่มต้นที่ 2 หยวน หรือซื้อ Day Pass (มี 1 กับ 3 วัน) ก็ได้หมดทุกรูปแบบ แล้วแต่เลยว่าจะดีไซน์ทริปการเดินทางเป็นแบบไหน แต่ถ้าใครสนใจ  1 Day Pass ก็มีจำหน่ายอยู่ที่ราคา 18 หยวน ข้อดีคือนับเวลาการใช้งานเป็น 24 ชั่วโมง เท่ากับว่าเริ่มใช้งานเที่ยงวันนี้ก็จะไปหมดอายุตอนเที่ยงอีกวัน ค่อยคุ้มค่าคุ้มราคาหน่อย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

 

ลองตรวจสอบแผนที่รถไฟใต้ดินได้จาก ที่นี่

 

 บัตรนี้บัตรเดียวก็เที่ยวได้ทั่วเมืองแล้ว

 

2nd Tallest Building in the World

 

จุดหมายแรกที่เราจะไปในวันนี้คือ อาคาร Shanghai Tower ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาคารที่สูงที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยความสูงถึง 632 เมตร เป็นรองก็แค่เพียงอาคาร Burj Khalifa แห่งดูไบเท่านั้น และเพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา

 

การเดินทางมาก็ไม่ยาก นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานนี Lujiazui จากนั้นก็เดินต่อมาได้เลย โดยบริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้าที่สำคัญของเซี่ยงไฮ้ถึง 3 ตึกด้วยกัน คืออาคาร Jin Mao อาคาร Shanghai World Financial Center (สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก) และก็อาคาร Shanghai Tower หรือถ้าเดินถัดไปอีกหน่อยริมแนวแม่น้ำ ก็จะพบกับหอไข่มุก ที่เปรียบเสมือนเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเซี่ยงไฮ้นั่นเอง

 

 

บริเวณชั้นล่างเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับอาคารสูงทั่วโลก และประวัติความเป็นมาของเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียวครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นน้ำจิ้มให้ชมกันระหว่างรอคิวขึ้นลิฟท์ ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน ด้วยความเร็วกว่า 20.5 เมตรต่อวินาที แค่เพียงไม่กี่อึดใจก็พาเรามาถึงชั้น 118 ณ ความสูง 546 เมตร ที่ถือว่าเป็น Observation Deck ที่สูงที่สุดในโลก (แม้ Burj Khalif จะสูงกว่า แต่จุดชมวิวตั้งอยู่ต่ำกว่า) 

 

โดยจุดชมวิวแห่งนี้จะสามารถมองเห็นเมืองเซี่ยงไฮ้ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ แต่โชคร้ายเพราะวันที่เราขึ้นไปถึงปรากฏว่าอากาศปิดสนิท ชนิดที่น้ำตาจิไหล แต่ก็ยังมีโชคเข้าข้างอยู่บ้างในจังหวะที่หมอกเปิดเป็นระยะ พอให้มองเห็นวิวด้านล่างและยอดตึก Shanghai World Financial Center ที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้แป๊ปนึง จะว่าไปก็ดูแล้วอลังการดีไปอีกแบบ 

 

ค่าขึ้นชมอยู่ที่ราคา

ผู้ใหญ่ 180 หยวน 

ผู้สูงอายุ/นักเรียน 120 หยวน

เด็ก 90 หยวน

 

เปิดให้บริการตั้งแต่ 09:00-21:00 น. (ปิดขายตั๋ว 20:30 น.)

 

 

หลังจากเต็มอิ่มกับหมอกจางๆ ที่คอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ด้านบนเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้กลับลงมายังพื้นเบื้องล่างเพื่อมุดต่อลงไปถึงใต้ดิน เพื่อลอดอุโมงค์เลเซอร์ใต้แม่น้ำหวงผู่ที่ตัดผ่านใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้มายังอีกฝั่งของแม่น้ำ ณ หาดไว่ทาน ที่ซึ่งจะได้เห็นเซี่ยงไฮ้ฝั่งเมืองใหม่ได้อย่างเต็มตา โดยภายในอุโมงค์มีการประดับไฟแสงสีให้เราได้เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปได้ตลอดทาง

 

มีค่าบริการอยู่ที่ 50 หยวน (เที่ยวเดียว) และ 70 หยวน (ไปกลับ) เรียกว่าค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกับการนั่งเรือข้ามฟาก หรือนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Lujiazui มายังสถานี East Nanjing Road เพียงแค่ 1 ป้าย ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ไม่กี่หยวนเพียงเท่านั้น ถือซะว่าเป็นค่าซื้อประสบการณ์

 

 

The Bund

 

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงหาดไว่ทาน หรือ The Bund หรือที่คนไทยอาจจะรู้จักกันในอีกชื่อว่า หาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ แนวอาคารเก่าสไตล์ตะวันตกตั้งแต่สมัยยุคล่าอณานิคมที่ยังคงความคลาสสิคมาได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งตั้งเรียงรายกันยาวกว่า 1 กิโมเมตรไปตลอดแนวริมแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งอาคารต่างๆจะถูกเรียกเป็นหมายเลขกำกับเอาไว้ เช่น หอนาฬิกาสูงๆ ในภาพด้านล่างนี้คืออาคาร No.13, The Bund ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการศุลกากร ที่มีความสำคัญและเปรียบได้ดั่งสัญลักษณ์ของ The Bund เลยทีเดียว โดยนาฬิกาจะคอยตีบอกเวลาให้นักท่องเที่ยวได้ยินกันอยู่ทุกชั่วโมง (แต่ปัจจุบันเป็นเสียงระฆังที่จำลองขึ้นจากลำโพง)

 

สังเกตว่าทุกอาคารจะได้รับการประดับด้วยธงชาติจีนทั้งหมด แม้ว่าบางอาคารจะถูกซื้อไปโดยบริษัทต่างชาติแล้วก็ตาม แต่ว่ามีอยู่หนึ่งอาคารเพียงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ประดับธงของชาติอื่นอยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นอาคารไหน เดี๋ยวลองตามไปดูกันต่อ

 

 

เมื่อมองข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้าม จะพบกับความยิ่งใหญ่อลังการของ Shanghai Skyscraper ที่ประกอบไปด้วยตึกระฟ้าระดับโลกมากมายหลากตึกด้วยกัน เรียกได้ว่าทันสมัยคอนทราสกับความเก่าและคลาสสิคของอาคารฝั่ง The Bund สุดๆ ซึ่งอาคารสำคัญๆ คืออาคารไหนชื่ออะไรกันบ้าง ลองชมได้จากภาพด้านล่างนี้เลย

 

สำหรับ Shanghai Tower นั่นเรียกว่าสูงเสียดฟ้าจริงๆ ชนิดที่ถูกหมอกบดบังยอดซะมิดไปหมด มิน่าละ เมื่อกี้ขึ้นไปชมยอดตึกถึงมองไม่เห็นวิวข้างล่าง T_T แต่ถ้าวันไหนฟ้าเปิด มองลงมาฝั่ง The Bund คงจะสวยงามตระกาฬตาน่าดู

 

 

ถึงหมอกจะหนาแต่ไม่เป็นไร (พยายามให้กำลังใจตัวเอง ^^) กลับเข้าไปเที่ยวในเมืองชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเซี่ยงไฮ้กัน “Shanghai Museum” ตั้งอยู่ส่วนกลางของจัตุรัสประชาชน (People's Square) โดยจากสถานี East Nanjing Road ริมหาดไวท่าน นั่งต่ออีกเพียงแค่ 1 ป้ายมายังสถานี People's Square และเดินต่ออีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงยัง Shanghai Museum ซึ่งสามารถเข้าชมได้ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ภายในเป็นอาคาร 4 ชั้นที่ตั้งแสดงงานศิลปะของจีนโบราณ ซึ่งถ้าใครชอบประวัติศาสตร์ขอบอกเลยว่าที่นี่น่าสนใจมากครับ เดินชมเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ได้ทั้งวัน หรือถ้าเน้นเดินชมให้ครบแบบคอร์สเร่งรัดก็น่าจะใช้เวลาอยู่ราว 1.5 ชั่วโมงด้วยกัน

 

 

เมื่อเราได้รับความรู้จากพิพิธภัณฑ์กันจนหนำใจ ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินทางต่อไปยังตลาดเฉินหวังเมี่ยวที่ตั้งอยู่ติดกับสวน Yu Garden โดยนั่งรถไฟใต้ดินลงทีเดียวกับชื่อสวนนั่นคือสถานี Yu Garden ตัวตลาดนั้นมีอายุกว่าร้อยปี โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของตัวสถาปัตยกรรมบ้านเรือนแบบจีนในสมัยโบราณ ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงพวกฉากจากละครจีนที่เห็นกันในทีวี ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญคือ Huxin Pavilion ร้านน้ำชาเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในศาลากลางน้ำ ให้บริการชาจีนแบบโบราณดื่มด่ำเคล้าบรรยากาศย่านเมืองเก่า ยิ่งบรรยากาศฝนตกปรอยๆ แบบนี้ด้วยแล้ว ช่ายเข้ากันดีเสียจริงๆ 

 

 

และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือเสี่ยวหลงเปาในตำนาน ซึ่งคนต่อคิวยาวมาก แต่เราโชคดีที่ฝนตปรอยๆ เลยคิวน้อยหน่อย มีให้เลือก 2 อย่างคือเสี่ยวหลงเปา และซาลาเปาที่ข้างในเป็นน้ำซุป นึ่งกันสดๆ ใส่กล่องเสิร์ฟมาแบบร้อนๆ ทานตอนอากาศเย็นๆวันฝนพรำรสชาติดีสุดๆไปเลย ข้อเสียอย่างเดียวคือรู้สึกว่าตัวแป้งหนาไปหน่อย ถ้าบางกว่านี้จะอร่อยเหาะมาก

 

หลังจากทานเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกไปสำรวจร้านรวงต่างๆ ที่มีขายทั้งของที่ระลึก ตลอดจนงานฝีมือ งานหัตถกรรม ให้ได้เลือกซื้อเลือกหากลับไปฝากที่บ้านกันตามอัธยาศัย 

 

 

เมื่อถึงเวลาอันควร เราก็กลับมายังถนนนานกิงลู่ ถนนแห่งการละลายทรัพย์ของทุกคน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสถานี People's Square ทอดยาวไปจนถึงสถานี East Nanjing Road และลากต่อไปอีกจนสุดแนวแม่น้ำที่หาดไวท่าน จะเห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดในวันนี้แทบจะอยู่ใน area เดียวกันทั้งหมด ห่างกันไม่มากแค่ 2-3 ป้ายเท่านั้น

 

บริเวณนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่รวมเอาแบรนด์เนมชั้นนำไว้มากมาย ประมาณพารากอนบ้านเรา หรือร้านแบรนด์ต่างๆ ที่อยู่สองฝั่งฟากฝั่งถนน ให้ท่านได้เลือกซื้อเลือกช็อปกันอย่างหนำใจ ทั้ง Apple Store, Forever 21, Uniqlo , Adidas, Nike, Puma ร้านแบรนด์เนมของจีน และอื่นๆอีกมากมาย

 

สำหรับคุณผู้ชายที่มาเดินเล่นย่านนี้คนเดียวต้องระวังตัวกันนิดนึง เพราะไม่แน่ว่าคุณอาจจะโดนสาวๆ แถวนี้ชวนให้ไปนั่งดื่มชาเป็นเพื่อน ที่สุดท้ายอาจถูกหลอกให้ต้องเสียเงินเป็นหมื่นก็เป็นได้ ฉะนั้นถ้าเจอใครมาชวนแบบนี้ก็ชิ่งหนีไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า

 

 

 

ขอฝากบรรยากาศบันไดเลื่อนโค้งแบบเก๋ๆ ภายในห้าง The New Daimaru Department Store เอาไว้นิดนึงครับ ดูสวยอลังการดี แถมยังเป็นที่รวบรวมของแบรนด์เนมเจ้าดังต่างๆ เอาไว้ทั้งหมดในที่เดียว

 

ส่วนเรื่องห้องน้ำตามสถานที่ที่สาธารณะต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้บอกเลยว่าไม่น่ากังวลแต่อย่างใดครับ สะอาดและหาเข้าได้ไม่ยาก อย่างในห้างสรรพสินค้าพวกนี้ก็มีให้บริการฟรี สบายใจหายห่วง ลบภาพแบบเดิมๆ ที่คิดไว้ออกไปได้เลย ยกเว้นถ้าออกไปนอกเมืองนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

 

ช๊อปปิ้งที่ประเทศจีนใช้บัตรเครดิตได้ไม่มีปัญหาครับ โดยเฉพาะเมืองที่เจริญที่สุดของจีนอย่างเซี่ยงไฮ้ด้วยแล้วเรียกว่ารับบัตรได้หมดทุกที่ ทั้งร้านค้า ห้าง และโรงแรมขนาดใหญ่ ซึ่งในครั้งนี้เราใช้บัตรเครดิตแอร์เอเชียธนาคารกรุงเทพ ที่รูดแล้วได้รับ 1 BIG Point จากทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 20 บาท เตรียมเอาไว้แลกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวต่อได้อีกในทริปหน้า

 

 

หลังจากชอปปิ้งกันจนหมดตัวก็ได้เวลาอาหารเย็นของเรา ณ ห้องอาหาร Golden Jaguar Plazaกับมื้อใหญ่ที่บอกว่าเป็นไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์ที่ใหญ่มากๆ เท่าที่เห็นมีอาหารให้เลือกมากกว่า 100 อย่าง ย้ำว่ามากกว่า 100 อย่างจริงๆ การมาทานมื้อเดียวไม่สามารถที่จะทานได้หมดทุกอย่าง รสชาติอาหาร ok แม้จะไม่ได้เวอร์วังเท่าของไทยแต่ถือว่าดีประทับใจ ที่สำคับ free flow เบียร์และไวน์ด้วย รอบหน้าถ้าได้มาอีกครั้งก็คงไม่พลาดที่จะมาทานร้านนี้อีก

 

ราคาราว 180-220 หยวน หรือราวพันกว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่าใช้ได้เลย

 

 

เมื่อเราอิ่มกันแบบจุใจแล้ว ก็ได้เวลากลับไปเช็คอินที่โรงแรม โดยคืนนี้เรานอนที่โรงแรม  Shanghai Regal International East Asia Hotel ใกล้กับสถานี Zhaojiabang Road ซึ่งเดินจากสถานีแค่เพียง 5 นาทีเท่านั้น ห้องพักกว้างขวางได้มาตรฐานดีไม่มีปัญหาอะไร ถัดจากโรงแรมไปไม่ไกลก็มีร้านนั่งดื่มให้พอไปจิบเบียร์กันได้ไม่ยากนัก

 

 

เช้าวันที่สอง หลังจากที่ได้พักผ่อนกันเต็มที่ไปเมื่อคืนแล้ว ในช่วงสายของวันนี้เรามีคิวเยี่ยมชมธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) สาขาใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารหมายเลข No. 7, The Bund โดยในอดีตนั้นที่ทำการของบริษัท The Great Northern Telegraph Company Building นั่นเอง

 

ในวันนี้เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทางคณะผู้บริหารของธนาคาร รวมถึงได้ไปชมบรรยากาศของหาดไวท่านจากบนระเบียงชั้น 5 ของตึกอีกด้วย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่หาชมได้ยากจริงๆ ในการขึ้นมายังยอดอาคารเก่าย่าน The Bund แห่งนี้

 

 

และตามที่ได้เกริ่นไปในช่วงต้นว่าบริเวณนี้มีอาคารเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ประดับธงชาติของประเทศตัวเองได้เคียงคู่กับธงชาติจีน ซึ่งก็คือตึกของธนาคารกรุงเทพแห่งนี้นั่นเอง ที่ได้รับการประดับธงชาติไทยเหนือยอดตึกโบกสะบัดคู่กับธงชาติจีน บอกเลยว่าเห็นแบบนี้แล้วก็แอบรู้สึกภูมิใจเหมือนกันนะ

 

 

Cafe & Bar

 

โปรแกรมช่วงบ่ายของวันนี้เราวางแผนว่าจะปล่อยเวลาที่เหลือไปกับร้านเครื่องดื่มชิคๆ เก๋ๆ ในเซี่ยงไฮ้ ที่บรรยากาศนั้นบอกเลยว่าพอได้มาเห็นแล้วยังไงก็ต้องคิดว่าไม่ใช่เมืองจีนแน่นอน โดยที่แรกขอแนะนำย่านซินเทียนตี้ (Xintiandi) แหล่งแฮงค์เอ้าท์ที่ซึ่งรวบรวมร้านอาหารเก๋เอาไว้มากมายในบรรยากาศแบบจีนโมเดิร์น รวมทั้งมีโรงเบียร์เล็กๆ ที่ให้ทุกท่านได้สัมผัสเบียร์แบบ Home Brewery เหมาะทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น แต่ถ้ามาช่วงเย็นก็จะได้บรรยากาศมีแสงสีน่าสนใจขึ้นอีกหน่อย

 

การเดินทางก็ไม่ยากอะไร นั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี Xintiandi หรือ Huangpi South Road แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยเดียวก็ถึง

 

 

ต้นไม้สองฝากถนนเก๋ได้ใจ ชวนสโลว์ไลฟ์สุดๆ โดยร้านแรกที่ขอแนะนำคือร้าน The Refinery Gastro Bar กับบรรยากาศโรงเบียร์เล็กๆ ที่มีคราฟเบียร์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ให้ได้ลิ้มลอง พิเศษทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 14:00 - 19:00 น. มีช่วง Happy Hour ให้ได้ไปลิ้มลองเบียร์ในราคาพิเศษกัน

 

 

อย่าเพิ่งเตลิดไปกับรสชาติอันนุ่มละมุนของคราฟเบียร์ที่นี่ครับ เพราะจุดหมายจริงๆ ที่เราจะไปตามหาจริงๆ ก็คือคือร้านแฟสุดชิค 2 ร้านที่อยากแนะนำให้ได้ไปตามรอยกัน โดยร้านแรกตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Jing'an Temple ได้แก่ AUNN CAFÉ & Co ร้านกาแฟมีดีไซน์ที่ออกแบบทั้งหน้าร้านและบรรจุภัณฑ์ได้เก๋สุดๆ ซึ่งลูกค้ามานั่งจะได้ดื่มด่ำไปกับรสชาติจากเมล็ดกาแฟที่มีให้เลือกมากมาย ใครชอบแบบไหน ก็สามารถสั่งไปลิ้มลองได้เลย สวนขวด Cold Brew นั้นออกแบบได้สวยงามชนิดที่ดื่มเสร็จแล้วทิ้งขยะไม่ลงจริงๆ

 

 

ต่อมาคือร้านกาแฟ Seesaw Café ที่ตั้งอยู่ห่างกับร้าน AUNN CAFÉ & Co เพียงแค่คนละฟากฝั่งถนนเท่านั้น ร้านนี้บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน โดยลูกค้าแต่ละท่านที่ได้เขามาจะได้สัมผัสร้านโทนสีขาว และมีบาร์ทำกาแฟแบบเปิดที่จะได้เห็น Barista กำลังทำกาแฟที่เราสั่งให้ดื่ม รวมทั้งได้รับการตกแต่งด้วยต้นไม้ ทำให้รู้สึกร่มรื่น สบายๆ เหมาะกับการมานั่งพักสายตาในระหว่างวันจริงๆ

 

 

หลังจากตาค้างกับการนั่งดื่มกาแฟมาทั้งวันแล้ว ก็ได้เวลากลับมาชมความงามยามค่ำคืนอีกครั้งบริเวณหาดไวท่านช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เพื่อแก้มือจากเมื่อวานที่มาแล้วแต่มีหมอกลงจัด แต่วันนี้ฟ้าเป็นใจจริงๆครับ มองเห็นยอดอาคาร Shanghai Tower ได้อย่างชัดเจน เรียกว่าของจริงนั้นสวยก่าในรูปเยอะมากๆโดยเฉพาะเมื่อเปิดไฟระยิบระยับแข่งกัน

 

 

 ส่วนตึกเก่าฝั่ง The Bund เมื่อเปิดไฟแล้วก็ดูดีมีตระกูลไม้แพ้กัน ถ้าไม่เห็นธงชาติจีนนี่นึกว่ายุโรปชัดๆ

 

 

สำหรับมื้อเย็นวันนี้ เราฝากท้องไว้กับร้านอาหารสไตล์เสฉวนแบบแท้ๆ ที่มีเอกลักษณ์คือการใส่เครื่องปรุงจาก "หมาล่า" ที่ให้รสชาติเผ็ดๆ ชาๆ แต่บอกเลยว่าอร่อยมากกกกกก ไฮไลท์เกือบทุกเมนูจริงๆมื้อนี้ เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารจีนที่ควรต้องลองสักครั้งจริงๆ

 

 

 

One of the Best Rooftop Bar in Shanghai

 

บอกเลยว่านี่คือที่สุดของการชมวิวยามค่ำคืนและเป็น A Must Visit ของเซี่ยงไฺฮ้จริงๆ กับร้าน Flair บนชั้น 58 ของโรงแรม Ritz-Carlton ซึ่งตั้งอยู่บนยอดสุดของตึก Shanghai IFC (Shanghai International Financial Center การเดินทางลงสถานี Lujiazui) กับวิวสุดอลังการที่สามารถมองเห็นหอไข่มุกได้ใกล้ราวกับจะเอื้อมมือไปคว้าถึง ณ จุดนี้ถือว่าพลาดไม่ได้เลยครับ สวยมาก สวยสุดๆ หนาวแค่ไหนก็ต้องขอออกมาถ่ายรูป

 

มีทั้งโซน indoor และ outdoor แต่ช่วงที่อากาศหนาวๆ อย่างนี้ แค่ออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศแล้วกลับมานั่งจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ข้างในดูจะดีกว่าเป็นไหนๆ 

 

 

สำรับที่นี่ให้บริการทั้งมื้อเที่ยง มื้อค่ำ และ Afternoon Tea แต่ถ้าอยากขึ้นมาเอาบรรยากาศแค่สั่งเครื่องดื่มก็ได้เช่นกัน อย่างเบียร์หรือค็อกเทลเริ่มต้นอยู่ที่ราว 3-5 ร้อยบาทต่อแก้ว แต่บอกเลยว่าวิวนั้นคุมมากจริงๆ ครับ แนะนำว่าต้องมา เป็นการปิดค่ำคืนการเที่ยวในวันที่สองได้ประทับใจจริงๆ

 

เปิดให้บริการตั้งแต่ 11:45 น. ไปจนถึงตี 2 

การแต่งกาย Smart Casual

 

 

เวนิสแห่งตะวันออก

 

เช้าวันที่สามซึ่งเป็นการเที่ยววันสุดท้าย (เพราะเดินทางกลับเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น) เราออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปราว 1-1.5 ชั่วโมง สู่เมืองจูเจียเจียว หรือ “เวนิสแห่งตะวันออก” เมืองเก่าที่มีอายุมากกว่า 400 ปี ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบชาวบ้านๆของชาวจีนได้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังมีโอกาสฝึกภาษาจีนและภาษามืออย่างเต็มที่ในการต่อราคาซื้อของ โดยไฮไลท์คือแนวคลองที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้านและทำให้สองฝากฝั่งดูมีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

ถ้าอยากสัมผัสเมืองนี้แบบถึงถิ่นก็ต้องลองนั่งเรือกันดู โดยมีค่าบริการประมาณ 50 หยวนต่อคน ลำนึงนั่งได้ไม่เกิน 6 คน ซึ่งคุณลุงเจ้าของเรือก็จะพาเราพายไล่จากหัวไปยังท้ายหมู่บ้าน ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที จากนั้นก็ค่อยเดินเที่ยวไปตามซอกซอยต่างๆ กันได้เองไม่ต้องกลัวหลง รับรองว่ามีของให้ได้ช็อป ชิม แชะ สัมผัสวัฒนธรรมชาวจีนโบราณกันได้ตลอดทาง

 

 

 

 ส่วนตรอกที่ดูครึกครื้นที่สุดก็อยู่บริเวณต้นหมู่บ้าน มีนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ตลอดเวลา ซึ่งก็จะเจอร้านขายขาหมูตั้งอยู่เป็นระยะ แนะนำว่าต้องลอง ทานทั้งขาไม่ไหวก็สั่งเอาเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ได้ ขายอยู่ 2 หยวน รสชาติดีทีเดียว ส่วนมื้อกลางวันก็ควรที่จะต้องลองทานอาหารพื้นเมืองของที่น่ดูสักมื้อ ร้านไหนก็ได้อร่อยไม่ต่างกัน

 

 

Shanghai Disneyland

 

ส่วนช่วงบ่าย เราตีรถกลับไปฝั่งผู่ตง (ย่านสนามบิน) เพื่อไปเยือนเซี่ยงไฮ้ ดิสนี่ย์แลนด์ สวนสนุกในเครือดิสนี่ย์อันล่าสุดที่เปิดให้บริการไปเมื่อกลางปี 2016 ที่ผ่านมานี่เอง เรียกว่าใหม่ถอดด้ามทุกอย่าง ซึ่งถ้าใครที่เคยไปเที่ยวสวนสนุกของดิสนีย์จากประเทศต่างๆ มาก่อน จะรู้ได้เลยว่าเครื่องเล่นของที่นี่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่จริงๆ ชนิดที่ดิสนีย์อื่นๆ นั่นเทียบไม่ติด แต่จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ว่าแล้วก็ตามเราเข้าไปเที่ยวกันดีเลยกว่าครับ

 

บัตรผ่าน

ผู้ใหญ่ 370 หยวน

เด็ก คนชรา ผู้พิการ 280 หยวน

ส่วนถ้าเป็นช่วงพีค ราคาจะแพงขึ้นไปอีก

 

 

แค่ทางเข้า ก็เห็นได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการกันแล้ว โดยบัตรผ่านที่นี่เวลาเข้าจะต้องแสดง Passport ควบคู่กับตัวบัตรด้วยนะครับ เพราะเค้าจะผูกหมายเลข Passport ของเราเอาไว้ เผื่เวลาเดินออกมาช๊อปปิ้งใน Disneytown และอยากกลับเข้าไปใหม่เพียงแค่แสกน Passport ก็เป็นอันเรียบร้อย

 

ดูจากแผนที่ก็มีเครื่องเล่นอย่างจุใจถึง 7 โซนด้วยกัน

 

 

นอกจากนั้น ปราสาทของที่นี่ถือว่าเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ดิสนีย์เคยมีการสร้างขึ้นมา ยิ่งถ้าเอามาเทียบกับของฮ่องกงด้วยแล้ว ที่นั่นดูเล็กจิ๋วไปเลย ซึ่งถ้าไปถูกเวลา ก็จะมีการแสดงที่หน้าปราสาทจากเหล่าเจ้าหญิงของดิสนีย์ให้ชมกันอีกด้วย

 

 

เข้ามาแล้วรีบตรงดิ่งไปตลุบดินแดน Tomorrowland กันก่อนเลย เพราะจะรีบไปต่อคิวเครื่องเล่น "Tron" ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของที่นี่ ซึ่งวันนี้คิวไม่นานนัก รอประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เนื่องจากเป็นวันธรรมดา ถ้ามาวันหยุดเห็นคิวแล้วคงไม่อยากจะคิดเลย

 

เคล็ดลับที่ทำให้ได้คิวเร็วอีกอย่างหนึ่งก็คือให้เลือกต่อแถว Single Ride คือมาเล่นคนเดียว ซึ่งเราอาจจะไม่ได้นั่งที่นั่งติดกับเพื่อนที่มาด้วยกัน แต่ข้อดีคือแถวจะสั้นกว่ามากๆ ยอมนั่งห่างกันและค่อนลงมาเมาาส์หลังจากเล่นเสร็จแล้ว ประหยัดเวลาได้มากกว่าเป็นไหนๆ หรือเครื่องเล่นบางชนิดอาจมีตู้กดคิวให้ไปกดจองกันได้ก่อนล่วงหน้า แล้วจึงค่อยกลับมาเล่นตามเวลาที่คิวระบุไว้

 

 

แต่ก่อนเล่นเราจะต้องทำการฝากของทุกอย่างที่สามารถโดนเหวี่ยงออกจากตัวรถไปได้ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเล่นคนด้านล่าง โดยตู้ล๊อกเกอร์มีให้บริการฟรีที่บริเวณทางเข้าเครื่องเล่น วิธีใช้งานก็ง่ายๆ แค่ไปกดรหัสจากหน้าจอ จากนั้นจะได้ใบยืนยันออกมา แล้วถึงค่อยเดินไปเก็บของในตู้ตามหมายเลขที่เครื่องแจ้งมาเป็นอันเสร็จพิฑี

 

 

บรรยากาศระหว่างรอคิวเครื่องเล่น มีการประดับตกแต่งเหมือนกับในหนังเรื่อง Tron ส่วนที่นั่งของรถไฟเหาะก็ออกแบบให้เป็นแบบเดียวกับมอเตอร์ไซค์ภายในเรื่อง เหมือนกำลังขี่ไปบนราง

 

 

ตอนเล่นของบอกว่ามันส์มากกกกก ชนิดน้ำลายเยิ้มกันเลยทีเดียว มีทั้งออกมาวิ่งกลางแจ้ง และโดมในร่ม อันนี้อาจจะรู้สึกเสียวๆ สักหน่อย แต่ถ้าฝืนใจเล่นไหวก็ลองเถอะครับ ของแบบนี้ไม่ได้มากันทุกวัน

 

ส่วนเครื่องเล่นด้านล่างเป็นเครื่องเล่น บั๊กส์ไลท์เยียร์ อันนี้เด็กมาก แต่สนุกนะ โดยตัวรถที่นั่งจะวิ่งไปบนรางแบบช้าๆ ให้เราใช้ปืนเลเซอร์ยิ่งไปสู้กับตัวร้าย และดูผลคะแนนตอนจบ เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี

 

 

Pirate of the Caribbean

 

ส่วนเครื่องเล่นที่เป็น A Must เลยนั่นก็คือ "Pirate of the Caribbean" อันนี้เอ็ฟเฟ็กต์สุดยอดจริงๆ ชนิดที่ทุกคนต้องร้องว๊าว โดยเราจะนั่งอยู่ในเรือล่องแก่ง จากนั้นเรือก็จะวิ่งไปมาตามเหตุการณ์จำลองจากในหนังเรื่อง Pirates of the Caribbean ผสมผสานกันระหว่างฉากจริงและจอทีวีแบบ 3 มิติ ซึ่งเครื่องเล่นอันนี้สร้างขึ้นมาจากเทคโนโลยีใหม่จริงๆ น่าจะเป็นที่แรกๆ ที่มีใช้กันเลย ห้ามพลาด

 

 

ฉากที่เรือฟลายอิ้งดัชแมนโผล่ขึ้นมาจากน้ำตรงหน้า ซึ่งฉายผ่านจอสกรีน 3 มิติขนาดความสูงกว่า 20 เมตร บอกเลยว่ามันเต็มตามาก เหมือนเราได้หลุดเข้าไปในฉากขณะกำลังเกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ เลยทีเดียว รวมทั้งฉากที่เรือรบ 2 ลำกำลังยิงปืนใหญ่เข้าใส่กัน โดยมีเรือล่องแก่งลำน้อยของเราวิ่งผ่าตรงกลาง เหมือนมีกระสุนยิงกันอยู่จริงๆ เหนือหัวยังไงยังงั้น  ถ้าไม่ติดว่าคิวยาวนี่คงต้องวิ่งเข้าไปเล่นซ้ำอีกรอบแน่ๆ

 

 

ฉากคราเค่นก็ใหญ่เต็มจอดีมากๆ 

 

 

นี่เพิ่งเล่นได้แค่สามอย่างก็ปาเข้าไปเกือบ 1 ทุ่มแล้ว ถึงเวลามื้อเย็นซะที เราเลือกเข้าร้านอาหารที่อยู่ติดกับเครื่องเล่น Pirate of the Caribbean เลย โดยเราสั่งทั้ง ปลาหมึกย่าง ไก่อบ และซี่โครงหมูย่างมาลองกัน รสชาติแบบว่าอร่อยนะ ดีกว่าที่คิด และดีกว่าดิสนีย์แลนด์หลายๆที่อีกด้วย 

 

 

ส่วนโชว์สุดท้ายที่ทุกคนต้องดูหากได้มาเยือนดิสนีย์แลนด์ก็คือการแสดงพลุยามค่ำคืน ซึ่งเริ่มแสดงในเวลา 2 ทุ่มด้านหน้าปราสาท ผสมผสานกันระหว่างการแสดงพลุ แสง สี เสียง และการฉาก Mapping ไปบนตัวปราสาท 

 

 

ข้อดีของการมีปราสาทที่ใหญ่คือ ไม่ว่าจะยืนจากมุมไหนก็เห็นโชว์ได้อย่างชัดเจ ซึ่งทำออกมาได้อลังการดีครับ จัดพลุเต็มตลอด 20 นาทีของการแสดงเลย ปิดท้ายค่ำคืนสุดท้ายในเซี่ยงไฮ้ได้อย่างสวยงามตราตรึงใจ

 

 

หลังจากชมการดูพลุเสร็จก็ได้เวลารวมตัวกลับโรงแรม ซึ่งด้านหน้าทางเข้านั้นคนจะเดินออกเยอะมากครับ อาจหลงกันได้ อย่างของทริปเราไปนัดเจอกันที่ร้านสตาร์บัคบริเวณข้างๆ ทางเข้า คนจะน้อยกว่าหน่อยและมองหากันง่ายกว่า เลยถือโอกาสสั่งเครื่องดื่มร้อนๆ มาดื่มแก้หนาวกันซะเลยก่อนกลับ

 

 

จากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม Shanghai Wan xin Hotel ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสนามบิน เนื่องจากพรุ่งนี้ไฟล์ทบินของเราออกเดินทางแต่เช้าตรู่ นอกจากนั้นเมืองจีนมีกฎว่ารถบัสห้ามวิ่งช่วงเวลา 0200-0500 น. รวมทั้งระบบขนส่งสาธารณะก็ยังไม่เปิดให้บริการ ดังนั้นการพักใกล้สนามบินและใช้บริการรถ Shuttle Bus ของทางโรงแรมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ด้านล่างโรงแรมนี้ยังมี Family Mart ไว้แก้หิวและซื้อของฝากกลับกันได้ด้วยครับ

 

 

ตื่นเช้ามาเราก็เดินทางมาโดยรถมินิบัสของทางโรงแรม โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง แต่เนื่องจากไฟลท์ค่อนข้างเช้า เคาน์เตอร์เอกซเรย์มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่น้อย ต้องรอคิวเกือบครึ่งชั่วโมงด้วยกัน แนะนำให้เผื่อเวลากันดีๆ มิเช่นนั้นอาจตกเครื่องได้

 

และเนื่องจากเราผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองมาในเวลาประมาณ 05:30 น.ซึ่งขอบอกเลยว่าร้านดิวตี้ ฟรี ไม่มีอะไรเปิด ถ้าอยากช๊อปปิ้งก็ช๊อปกันมาแต่ในเมืองเลยจะดีที่สุด ยกเว้นร้านอาหารมีพวกฟาร์สฟู๊ดเปิดให้บริการ 

 

เราบอร์ดดิ้งกันในเวลา 06:20 น. ตามกำหนดการ

 

 

เที่ยวบิน XJ761 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานผู่ตง 6:50 น. โดยในเที่ยวบินขากลับเราก็ไม่ลืมที่จะโชว์บัตรเบ่ง เพื่อรับน้ำดื่มมูลค่า 60 บาทฟรี รวมทั้งยังได้โหลดหนังจาก iFlix เอาไว้ล่วงหน้าเพื่อไว้มาดูออฟไลน์กันบนเครื่อง ซึ่งผู้โดยสารของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จะได้รับ Code iFlix ฟรีกันตั้งแต่ตอนเช็คอินที่ดอนเมืองตอนขามา

 

โดยเที่ยวบินพาเรากลับมาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองโดยสวัสดิภาพในเวลา 10:10 น. เป็นการปิดทริปได้อย่างประทับใจ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืนในเซี่ยงไฮ้นั้นบอกเลยว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์สุดๆ นอกจากนั้นเมืองนี้เที่ยวเองได้ง่ายมาก มีครบทุกแนว เที่ยวได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แนะนำว่าต้องลองไปเยือนกันสักครั้งจริงๆ แล้วจะรู้ว่าเมืองนี้นั้นมีดีขนาดไหน

 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมมาตั้งแต่ต้นจนจบมากครับ แล้วไว้ครั้งหน้า On The Jet Plane จะพาไปเที่ยวไหนกันอีก ไว้รอชมกันในเร็วๆ นี้ได้เลยครับ ^^

 

 

--------

 

 

ขอขอบคุณ

สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์

ธนาคารกรุงเทพ

แอร์เอเชีย บิ๊ก

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

September 19, 2019

August 26, 2019

Please reload

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media