Dusit Thani Maldives กับความประทับใจในแบบไทย

October 28, 2017

 

Dusit Thani Maldives

 

หืมมมมมม!!! ฮันนีมูนก็ดี แฟมมิลี่ก็มา เพราะที่ดุสิตธานีมัลดีฟส์เค้าครบเครื่องเรื่องพักผ่อนในที่เดียวจริงๆ กับโรงแรม 5 ดาวเชนใหญ่จากประเทศไทยที่ขยายสาขามาไกลถึงใจกลางมหาสมุทรอินเดีย 

 

ยิ่งกำลังเข้าช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงพีคสุดๆ (ธ.ค.-ก.พ.) ของมัลดีฟส์แบบนี้ด้วยแล้ว ถ้าใครกำลังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี เตรียมเก็บดุสิตธานีมัลดีฟส์เอาไว้เป็นเช็คลิสของคุณได้เลย เพราะเชื่อเถอะว่ามาที่นี่ไม่มีผิดหวัง กับบรรยากาศของฟ้าสวยๆ น้ำใสๆ และการบริการที่ใส่ใจในแบบฉบับของคนไทย 

 

เอาเป็นว่าจะน่ามาเที่ยว มาพักผ่อนแค่ไหน ตามไปชมรีวิวด้วยกันเลยดีกว่า

 

โรงแรมดุสิตธานีมัลดีฟส์ ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวที่ชื่อว่า Mudhdhoo Island

จะน้ำสระหรือน้ำทะเล ก็สวยใสน่าเล่นไม่แพ้กัน

 

Fly Boutique to Maldives

 

การเดินทางครั้งนี้เราเริ่มต้นกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่ให้บริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มัลดีฟส์ทุกวันวันละ 1 เที่ยวบิน พร้อมบริการครบเครื่องจัดเต็มในแบบฟูลเซอร์วิส ทั้งบริการโหลดสัมภาระน้ำหนัก 20kg บริการเลือกที่นั่ง บริหารห้องรับรองผู้โดยสาร อาหารร้อน/เครื่องดื่ม และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด แถมยังเป็นเที่ยวบินตรงจากไทยเพียงสายการบินเดียวที่มีให้บริการทั้งชั้นประหยัด และชั้นธุรกิจ อีกด้วย ส่วนเวลาของเที่ยวบินนั้นเหมาะสมดีมาก เพราะพอไปถึงมัลดีฟส์ก็ออกเดินทางต่อไปยังโรงแรมได้เวลาเช็คอินพอดี ส่วนขากลับเช็คเอ้าท์สายๆและค่อยมาขึ้นเครื่องที่สนามบิน เวลารับกันพอดี

 

ขาไป      PG 711   BKK-MLE     เวลา 09:30-11:45 น.      

ขากลับ   PG 712   MLE-BKK     เวลา 12:40-19:05 น.   

 

ข้อแนะนำ

ขนาดที่นั่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงกับไฟลท์ที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่า 4 ชั่วโมงบินแบบนี้ ซึ่ง Seat Pitch บนเครื่องของบางกอกแอร์เวย์สที่ใช้ในเส้นทางมัลดีฟส์ถือว่าตอบโจทย์นักเดินทางได้เป็นอย่างดี ไม่กว้างและไม่แคบเกินไป เรียกว่าคนขายาวๆนอนหลับบนเครื่องได้ไม่อึดอัด

 

 

Boutique Lounge

 

ห้องรับรองสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่มีของว่างให้บริการเพียบ รองท้องแก้หิวก่อนขึ้นแล้วค่อยไปทานอาหารร้อนต่อบนเครื่องได้เลย โดยข้าวต้มมัดเป็น item หลักที่ทุกคนไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง มิฉะนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงเลาจน์ของบางกอกแอร์เวย์สนะจ๊ะ

 

 

Blue Ribbon Lounge

 

ห้องรับรองสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ และสมาชิก Flyer Bonus ชั้น Premier Member ที่บอกเลยว่าดีงามมาก เพราะจัดเต็มทั้งของว่าง เครื่องดื่มร้อน/เย็น และอาหารร้อน ยิ่งบินไฟลท์เช้าๆ แบบนี้ด้วย เข้ามาสั่งบักกุเต๋ร้อนๆ กับกาแฟสักแก้วก่อนขึ้นเครื่องรับรองว่าฟิน นอกจากนั้นยังมีบริการห้องอาบน้ำ และเก้าอี้นวดด้วยนะ ใครมีเวลาก็มานอนนวดเล่นๆ ตอนรอขึ้นเครื่องได้

 

นอกจากนี้ ถ้าใครไม่ได้นั่งชั้นธุรกิจแต่ว่าเป็นสมาชิก AIS Serenade ระดับ Platinum/Gold ก็สามารถกดเพื่อรับสิทธิ์เข้าใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน

- เซเรเนดแพลทินัม (1 หมายเลข / 1 ครั้ง / เดือน) 
- เซเรเนดโกล์ด (1 หมายเลข / 2 ครั้ง / ปี)

 

 อาหารร้อนที่ให้บริการใน Blue Ribbon Lounge สามารถเลือกสั่งได้อย่างเต็มที่

 เครื่องบินแอร์บัส เอ319 ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่ให้บริการทั้งชั้นประหยัด และชั้นธุรกิจ

บนเครื่องให้บริการทั้งอาหารร้อน เครื่องดื่มร้อน/เย็น และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

 

ซ้ายคือดี

 

ช่วง 5 นาทีสุดท้ายก่อนถึงสนามบินเวลาน่า (Velena) เรียกได้ว่าเป็นช่วงไฮไลท์ของเส้นทางบินนี้เลยก็ว่าได้ เพราะจะเห็นความเป็นมัลดีฟส์ได้สวยงามสุดๆจากบนฟ้า กับบรรดาเกาะน้อยใหญ่ที่เรียงรายกันไปสุดลูกหูลูกตา แต่ถ้าใครอยากเห็นวิวแบบนี้ บอกเลยว่าต้องนั่งฝั่งซ้ายเท่านั้นนะ ตอนเช็คอินขามาย้ำกับเจ้าหน้าที่กราวนด์ที่เคาน์เตอร์เลยว่า "ขอริมหน้าต่างฝั่งซ้าย" รับรองก่อนถึงสนามบินถ่ายภาพกันสนุกแน่นอน

 

 

ถึงซะทีมัลดีฟส์ Destination ในฝันที่ขอสักครั้งต้องมา 

 

สำหรับเวลาที่นี่จะช้ากว่าประเทศไทยอยู่ 2 ชั่วโมง แต่เมื่อมาถึงนอกจากจะต้องปรับนาฬิกากันแล้ว อย่าลืมเซ็ทเครือข่ายมือถือหรือปิดพวก Cellular Data กันด้วยละ เพราะค่า Roaming ที่นี่แพงมากกกกก ยิ่งค่าเน็ทนี่แพงสุดๆ เกิดเผลอใช้งานเน็ทเข้าไปเจอบิลกลับมาปลายเดือนอาจมีเป็นลมได้ ทางที่ดีเช่า Pocket Wifi กันมาจากประเทศไทย หรือมาซื้อ Local SIM เอาที่นี่จะดีที่สุด มีขายอยู่ในสนามบินเลย

 

โดยพอลงจากเครื่องมาแล้วก็สามารถเดินจากเครื่องบินเข้าไปยังอาคารผู้โดยสารได้ทันที เพราะว่าสนามบินที่นี่ไม่ใหญ่มาก เข้าตึกไปก็เจอ ตม. ยื่นหนังสือเดินทางได้เลย โดยคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า เมื่อผ่านฉลุยเสร็จแล้วก็ไปรับกระเป๋าและเดินผ่านประตูออกไป อ๋อ แต่ที่นี่ห้ามเอาหมู และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้าประเทศนะ มีเครื่อง X-Ray ตั้งรอเอาไว้เลย ถ้าพกไปอาจต้องเสียทิ้งฟรีๆได้

 

ส่วนเรื่องการใช้จ่าย ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวอะไรมากมาย เน้นมาพักผ่อนนอนอยู่แต่โรงแรม ถือเงินสกุล USD มาง่ายที่สุด ยกเว้นจะมีออกไปดูเกาะท้องถิ่นหรือซื้อของจากชาวบ้านอาจจะต้องใช้สกุลเงินของที่นี่ ซึ่งก็ค่อยเอา USD ไปแลกได้ แต่ถ้าคิดว่าไม่ไปไหน อยู่แต่โรงแรมแน่ๆ พกแค่บัตรเครดิตมารูดตอนเช็คเอาท์ทีเดียวก็สะดวกเช่นกัน แต่ที่สำคัญ ถ้าอยากจะพกเงินสด ให้พกมาจากประเทศไทยเลยดีที่สุด เพราะที่สนามบินเวลาน่า (Velena) ไม่มีตู้ ATM ถ้าอยากกดเงินต้องนั่งเรือข้ามไปกดที่ตัวเมืองมาเล่ (ค่าเรือข้ามฟาก 1 USD) ซึ่งเสียเวลา

 

 

สำหรับลูกค้าของดุสิตธานีมัลดีฟส์ เมื่อเดินออกมาแล้วให้มองหาเจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่มาชูป้ายรอต้อนรับได้เลย หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่จะพาเราไปเช็คอินเพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังโรงแรมตามแต่แพ็คเกจที่เราเลือกซื้อเอาไว้ตั้งแต่ก่อนมา ซึ่งที่ตั้งของดุสิตธานีมัลดีฟส์นั้นอยู่บริเวณหมู่เกาะที่เรียกว่า BAA ATOLL ซึ่งไกลจากตัวเมืองหลวงมาเล่อยู่มาก ดังนั้นการเดินทางหลักๆ จึงมีด้วยกัน 2 ทางตามแต่แพ็คเกจและราคาที่ลูกค้าเลือก ดังนี้

 

1. Sea Plane 

บินตรงด้วยเครื่องบินน้ำจากสนามบินเวลานา - ดุสิตธานีมัลดีฟส์ (ใช้เวลาเดินทาง 35 นาที)

 

2. Domestic Flight + Speed Boat 

ต่อเครื่องเที่ยวบินในประเทศจากสนามบินเวลาน่า - สนามบินเกาะ Dharavandhoo (ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที) จากนั้นนั่งเรือ Speed Boat จากเกาะ Dharavandhoo ต่อไปยังดุสิตธานีมัลดีฟส์ (ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) แม้ดูแล้วเวลาเดินทางอาจจะใกล้เคียงกัน แต่เมื่อรวมเวลาต่อเครื่องต่อเรือแล้ว ยังไงก็ใช้เวลานานกว่าการบินตรงด้วยเครื่องบินน้ำอยู่ดี

 

ส่วนเรือนั้นนานเกินไปต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง จึงไม่มีอยู่ใน Option ของการเดินทางมาที่นี่

 

แต่ไหนๆมามัลดีฟส์ทั้งนี้ ต้องขอจัดเต็มให้สมกับที่จุดหมายปลายทางในฝันสักครั้ง ^^ เลือก Sea Plane แน่นอน บินตรงด้วยเครื่งบินน้ำทีเดียวถึงเลย โดยเจ้าหน้าที่ของทางโรงแรมพามาเช็คอินกันต่อที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน TMA ที่ตั้งอยู่ในอาคารผู้โดยสารเดียวกันกับที่เราเดินออกมา จากนั้นจึงพาขึ้นรถบัสต่อไปอีกราว 5 นาที เพื่อไปยัง TMA Terminal ซึ่งเป็นอาคารผู้โดยสารของเครื่องบินน้ำที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของสนามบินเวลาน่า

 

TMA Terminal

 

ภายใน TMA Terminal จะมีเลาจน์ของแต่ละโรงแรมเพื่อให้บริการลูกค้าของตัวเอง ซึ่งภายในเลาจน์ของดุสิตธานีมัลดีฟส์นั้นมีให้บริการของว่าง/เครื่องดื่ม และ Wifi ระหว่างรอเที่ยวบิน เดี๋ยวพอถึงเวลาขึ้นเครื่องของเราเมื่อไหร่ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็มาคอยแจ้งให้เอง

 

เครื่องบินน้ำรุ่น De Havilland Canada DHC-6 Twin Otter

 

 

สายการบิน TMA ให้บริการผู้โดยสารด้วยเครื่องบินน้ำแบบ De Havilland Canada รุ่น DHC-6 Twin Otter ที่มีอยู่มากกว่า 40 ลำ ซึ่งถือเป็นสายการบินที่มีฝูงเครื่องบินน้ำใหญ่ที่สุดในโลก และเครื่องบินน้ำแบบนี้เรียกว่าหาโอกาสนั่งได้ยากจริงๆ ในประเทศไทย ดังนั้นการเดินทางด้วยเครื่องบินน้ำในมัลดีฟส์จึงถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หากมีโอกาสแล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

 

สถานที่ตั้งของรีสอร์ทแต่ละแห่งในมัลดีฟส์นั้นเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ห่างกัน การเดินทางจึงไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเวลาที่เราไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ที่มีทั้งรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ให้เลือกขึ้นกันได้ง่ายๆ ดังนั้นการมาเที่ยวมัลดีฟส์ด้วยการจองแบบเป็น "แพ็คเกจ" กับทางเอเจ้นทัวร์ที่รวมทั้งการเดินทาง โรงแรม และอาหารการกินเอาไว้แล้วจึงค่อนข้างคุ้มค่าและสะดวกที่สุด เรียกว่าไม่ต้องมาจ่ายยุบยิ๊บให้ปวดหัว ไม่ต้องกังวลว่าจะตกเครื่องตกเรือ เพราะเค้าดูแลให้หมด และดีไม่ดีอาจมีราคาที่ถูกกว่าการมาเลือกซื้อบริการต่างๆเองแบบแยกเป็น item อีกด้วย

 

อย่างช่วงที่เรามากันก็เลือกจองแพ็คเกจ "บินดี อยู่ดี" ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่รวมเอาไว้ให้แล้วหมดทั้งตั๋วจากประเทศไทย ห้องพักที่ดุสิตธานีมัลดีฟส์ รวมทั้งการเดินทางจากสนามบินเวลาน่าเพื่อเดินทางต่อไปยังโรงแรม

 

 

ชุดยูนิฟอร์มของนักบินที่นี่เป็นกางเกงขาสั้น แถมยังขับเครื่องบินเท้าเปล่าแบบไม่ต้องสวยรองเท้ากันอีกด้วย ^^ เท่ไหมละ เพราะว่าเวลานักบินเค้าเดินออกไปตรวจเครื่องก่อนขึ้นบิน ยังไงเท้าก็ต้องเปียกน้ำแน่ๆอยู่แล้ว เลยไม่รู้จะใส่ไปทำไมให้เสียเวลา และส่วนที่เจ๋งอีกอย่างคือห้องนักบินที่นี่เค้าไม่มีประตูกั้นด้วยนะ ผู้โดยสารอย่างเราๆชะเง้อดูวิวด้านหน้ากันสบายเชียว 

 

แต่ก็ใช่ว่าจะดีไปซะทุกอย่าง เพราะเครื่องบินแบบนี้บอกเลยว่า "ไม่มีแอร์" นะจ๊ะ มีแต่พัดลมเล็กๆติดอยู่ด้านหน้า อาจจะร้อนไปบ้างช่วงก่อนขึ้นบิน แต่พอเครื่องขึ้นไปแล้วก็จะเย็นสบายเพราะอากาศข้างบนจะเย็นกว่านิดหน่อย ถ้าใครเมาเครื่องแนะนำให้ทานยา + ติดยาดมกันมาด้วยได้เลย แต่ที่พูดมาก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย เพราะข้อดีของเครื่องบินใบพัดแบบนี้คือจะบินต่ำ มองเห็นวิว "สวยมากกกกก" มีถ่ายภาพกันเพลินจนลืมเมาเครื่องไปแน่ๆ

 

 เกาะและรีสอร์ทต่างๆระหว่างทาง

 ลดระดับเตรียมตัวลงจอด

 

ในที่สุดก็ถึงแล้วววววว ดุสิตธานีมัลดีฟส์ เพียง 35 นาทีจากสนามบินเวลาน่าเท่านั้น

 

แต่เอ๋ะ อยู่ในเครื่องบินกลางน้ำแบบนี้ แล้วจะขึ้นเกาะอย่างไรละ ? ไม่ต้องกังลไป เพราะนักบินจะเอาเครื่องวิ่งเข้ามาเทียบส่งผู้โดยสารกันถึงท่าเรือของทางโรงแรม เรียกว่าเท้าไม่เปียกน้ำอย่างแน่นอน โดยจากตรงนี้ก็จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติของทางโรงแรมมาคอยต้อนรับกันถึงท่าเรือ พร้อมบริการผ้าเย็นและน้ำกระเจี๊ยบเย็นชื่นใจมาดื่มให้หายเหนื่อยจากการเดินทางไกล จากนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงพาขึ้นรถกอล์ฟเพื่อพาไปส่งยังห้องพักต่อไป

 

พอส่งเราเสร็จ เครื่องบินก็ออกเดินทางไปรับ/ส่ง ผู้โดยสารของโรงแรมอื่นที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันต่อ เรียกว่าบินกันเป็นแท็กซี่ลอยฟ้าเลย

 

สำหรับภาพรวมของโรงแรมดุสิตธานีมัลดีฟส์จะแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

 

1. ห้องพัก แยกย่อยได้อีกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

ห้องพักบนน้ำ

- Water Villa จะอยู่ติดชายหาดสร้างยื่นออกไปบนน้ำ

- Ocean Villa จะอยู่บนทางเดินที่ยื่นออกไปในทะเล

- Ocean Pavilion จะอยู่บนทางเดินที่ยื่นออกไปในทะเล แต่มีขนาดใหญ่กว่า Ocean Villa

 

ห้องพักบนชายหาด

- Beach Residences เป็นบ้านพัก 2 ชั้น แบบครอบครัวขนาด 2 ห้องนอน พร้อมห้องนั่งเล่น ห้องครัว ศาลา และสระว่ายน้ำ

- Beach Villa เป็นวิลล่าส่วนตัวแบบ 2 คน มีแยกย่อยไปอีก 3 ประเภทคือมีสระว่ายน้ำใหญ่ สระเล็ก และไม่มีสระ

 

 

2. ห้องอาหาร มี 3 ห้อง + 2 บาร์ด้วยกัน คือ

ห้องอาหาร

- เบญจรงค์ (อาหารไทย)

- The Market (บุฟเฟ่ต์)

- Sea Grill (ปิ้ง ย่าง)

 

บาร์

- Sala Bar (อยู่บนห้องอาหารเบญจรงค์)

- Sand Bar (อยู่ริมสระว่ายน้ำ)

 

 

3. สิ่งอำนวยความสะดวก

- สระว่ายน้ำ

- สนามเทนนิส

- ฟิตเนส

- Kid Club

- Devarana Spa

- Water Sport Center

 

 

ห้องพักของเราในครั้งนี้เป็นแบบ Beach Residences ซึ่งเป็นบ้านพัก 2 ชั้น ที่ใหญ่มากกกก เนื้อที่ภายในรั้วก็กว้างขวางมากทีเดียว น่าจะสามารถเอา Beach Villa มาตั้งได้สัก 3 หลัง โดยภายในพื้นที่ประกอบไปด้วยตัวบ้านพัก 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมชายหาด สระว่ายน้ำ ศาลานั่งเล่น เปลนอนดูวิวทะเล และเก้าอี้ชายหาด เรียกว่าเหมาะกับคนที่มาพักแบบเป็นครอบครัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แค่นอนชิวๆ อยู่ในบ้านพักตัวเองก็แทบไม่ต้องไปไหนแล้ว

 

มานอนอาบแดดด้วยกันไม๊

 

ชั้นล่างจะเป็นส่วนของห้องนั่งเล่นที่กว้างขวางดีมาก พร้อมทั้งมี โต๊ะทานข้าว ห้องครัว และห้องเก็บของ

 

จริงๆแล้วในห้องครัวนั้นมีเตาไฟฟ้าด้วยนะ แต่เนื่องจากว่าเราติดเกาะอยู่กลางมหาสมุทธอินเดีย ก็ไม่รู้ว่าจะไปซื้ออาหารสดจากไหนเพื่อเอามาทำกับข้าวเหมือนกัน 555 คงจะเอาไว้ต้มมาม่าได้อย่างเดียวมั้ง แต่สำหรับคอกาแฟต้องชอบแน่นอน เพราะเค้าจัดเตรียมเครื่อง Nespresso เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว กดดื่มกันได้ทั้งวัน

 

 

ห้องนอนชั้นล่างมองออกไปด้านหน้าเป็นวิวสระว่ายน้ำที่สามารถเห็นวิวทะเล ส่วนด้านหลังก็เป็นห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มีส่วนของอ่างน้ำ และ Rain Shower เป็นแบบ Open Air ส่วนตุ๊กตาปลากระเบน Manta ที่เห็นอยู่บนเตียงนั้นไม่ได้แจกนะครับ แต่จำหน่ายตัวละ 40 USD ซึ่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายจะนำไปสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ทะเล ถือว่าได้ช่วยให้เหล่า Manta ได้อยู่คู่กับท้องทะเลต่อไป

 

 

 ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนใหญ่พร้อมห้องน้ำในตัวเช่นเดียวกัน แต่จะมีส่วนของระเบียงเพิ่มขึ้นมาด้วย สามารถนอนแช่น้ำมองดูวิวทะเลด้านล่างเพลินเลย

 

เครื่องใช้ในห้องน้ำเป็นของ Motion Brown ดูดีสวยงามน่าใช้มาก

 

 

ต่อจากนี้เราลองมาดูห้องพักแบบอื่นๆกันบ้างดีกว่า กับห้องพักแบบ Beach Villa with Pool ที่โดยรวมแล้วมีเลเอ้าท์การจัดวางของห้องนอนคล้ายกับห้องพักชั้นล่างของ Beach Residences เพียงแต่พื้นที่ใช้สอยภายนอกอาจจะมีขนาดเล็กกว่า และส่วนของห้องน้ำจะมีเพิ่มสระน้ำขนาดเล็กเข้ามาแทน

 

ห้องน้ำของ Beach Villa with Pool เอาไว้แช่น้ำชิวๆแบบส่วนตัวในห้อง

 

 

ส่วนห้องพักที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์และเสน่ห์ของมัลดีฟส์คงหนีไม่พ้นพระเอกอย่างห้องพักบนน้ำ ซึ่งที่ดุสิตธานีมัลดีฟส์นั้นมีแบบทั้ง Water Villa ที่จะตั้งอยู่บนน้ำติดกับชายหาด และแบบ Ocean Villa ที่จะสร้างอยู่บนน้ำที่ยื่นไกลออกไปในทะเล ซึ่งแน่นอนว่าราคาของแต่ละแบบก็ย่อมแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันเลยคือมีสระว่ายน้ำส่วนตัวแบบมองเห็นวิวทะลเอาไว้ให้ทุกห้อง สวยฝุดๆไปเลย

 

 ทางเดินยื่นไปในทะเลของห้องพักแบบ Ocean Villa

น้องเต่าทะเลที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่หน้า Water Villa

 

 

เนื่องจากที่ตั้งของดุสิตธานีมัลดีฟส์นั้นอยู่ในหมู่เกาะ BAA ATOLL ซึ่งเขตสงวนชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก ดังนั้นเราจึงมีโอกาสได้เห็นสัตว์ทะเลที่อยู่ตามธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล อย่างหลุมที่แม่เต่ามาวางไข่เอาไว้ ทางโรงแรมก็จะมีการกั้นเขตและตั้งป้ายเตือนเพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ที่กำลังรอการฟักถูกรบกวน และก็เป็นโชคดีจริงๆ ที่การเดินทางในครั้งนี้มีโกาสได้เห็นน้องเต่าทะเลที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่กำลังจะลงน้ำเป็นครั้งแรก ^^ น่ารักสุดๆ ไปเลย

 

 แขกที่มาพักสามารถขอยืมเสื้อชูชีพและหน้ากากดำน้ำได้ฟรีที่ Water Sport Center เพื่อออกมาดำน้ำดูปลารอบๆเกาะ โดยมีเจ้าหน้าที่โรงแรมคอยให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัยและพื้นที่ๆเหมาะสมแก่การดำน้ำ

 จักรยานคือวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุดในการเดินทางรอบเกาะ มีจอดเตรียมไว้ให้อยู่เรียบร้อยที่ด้านหน้าห้องพัก

 

Infinity Pool คือสระว่ายน้ำหลักของทางโรงแรมมที่วิวสวยและน่ามาโดดน้ำมากกกกกก สมกับชื่อ Infinity ที่สามารถมองดูวิวออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ส่วนเรื่องความใสนะเหรอ ต้องลองดูด้วยตาตังเอง เพราะทั้งสีของน้ำในสระและน้ำทะเลนั้นแทบจะกลมกลืนไปเป็นสีเดียวจนแยกไม่ออกเลยจริงๆ เรียกว่าถึงจะว่ายอยู่ในสระ แต่ก็ได้อารมณ์เดียวกับอยู่ในทะเลยังไงหยั่งงั้น บอกเลยว่าชอบสุดๆ และถ้ายังชิวไม่พอ ก็สั่งเครื่องดื่มเย็นๆจากที่ Sand Bar มาดื่มริมสระได้เช่นกัน

 

 Infinity Pool ตั้งอยู่ติดกับ Sand Bar

 

 

และที่ตั้งอยู่ติดๆกันอีกอย่างก็คือส่วนของห้องอาหาร Sea Grill ที่สามารถทานอาหารไป มองดูวิวทะเลวิวสระว่ายน้ำไปได้ด้วย หลักๆของอาหารที่ให้บริการตรงนี่จะเป็นแบบสั่ง A la cart พวกปิ้งๆ ย่างๆ สเต็ก แฮมเบอเกอร์ และแซนวิส ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่แขกที่มาพักว่าเลือกซื้อแพ็คเกจไว้อย่างไหน ถ้าไม่ได้รวมอาหารก็สามารถสั่งและชำระเงินตามราคาในเมนูได้เลย แต่สำหรับคนที่ซื้อแพ็คเกจแบบ Full Board (ไม่รวมเครื่องดื่มมื้อเย็น/กิจกรรมพิเศษ) หรือ All Include (รวมทุกอย่าง) ก็สามารถสั่งทานกันได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลกับป้ายราคาที่ติดอยู่แต่อย่างใด ยกเว้นแค่เพียงจะสั่งพวกเมนูพิเศษอย่างล๊อบสเตอร์อันนี้จะต้องจ่ายเพิ่ม

 

 

เมนูของห้องอาหาร Sea Grill จะเน้นเป็นอาหารฝรั่งทั้งหมด และไหนๆเราก็มากันแบบแพ็คเกจ Full Board อยู่แล้ว จึงสามารถสั่งอาหารกันได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวล ^^ ถ้าคิดว่าทานไหวก็จัดได้เลย ส่วนเมนูที่อยากแนะนำให้ลองคือสเต็กปลาทูน่า เพราะได้วัตถุดิบสดๆมาจากทะเลแถบนี้ ชิ้นใหญ่เนื้อแน่นรสชาติดี แถมหน้าตายังดูหน้าทานอีกด้วย คิดถึงแล้วยังน้ำลายสอ

 

 

ต่อมาคือ ห้องอาหารเบญจรงค์ ที่เหมาะสำหรับการดินเนอร์มื้อเย็นเป็นที่สุด กับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่ห้องอาหารกลางน้ำ ชั้นบนเป็น Sala Bar และชั้นล่างเป็นห้องอาหารไทยเบญจรงค์ โดยในตอนเย็นสามารถขึ้นมาจิบเครื่องดื่มมองดูวิวพระอาทิตย์ตกจากจุดนี้ได้อย่างชัดเจน แนะนำให้รีบมาแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นจะมีโอกาสได้เห็นช่วงที่อาทิตย์กำลังลับขอบน้ำ เปลี่ยนท้องฟ้าจากแสงสีทองกลายเป็นสีม่วงอมชมพูสวยสุดๆ

 

ของว่างที่ Sala Bar เป็นส้มตำ หมูปิ้งน้ำจิ้มแจ่ว ถูกปากคนไทยแน่นอน

 วิวพระอาทิตย์ตกจาก Sala Bar

 

เมื่อดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตกกันอย่างเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาย้ายลงมาชั้นล่างเพื่อทานอาหารเย็นต่อกันที่ห้องอาหารเบญจรงค์ บรรยากาศห้องอาหารริมทะเลแบบนี้เห็นเปิดโล่งเห็นวิวได้รอบด้าน โปร่ง ลมพัดเย็นสบาย ยิ่งได้กลิ่นอาหารไทยที่คุ้นเคยลอยตามลมมาด้วยแล้ว ชวนให้เจริญอาหารสุดๆ ใครที่ไม่สันทัดอาหารฝรั่ง บอกเลยว่ามาที่ดุสิตธานีมัลดีฟส์แล้วไม่มีผิดหวัง ทานได้หมดทุกอย่าง เพราะที่นี่เค้าเสริฟอาหารไทยในแบบคนไทยแท้ๆ เผ็ดก็เผ็ดจัดจ้านรสชาติถึงใจแน่นอน

 

และอย่างที่บอกไปว่าแพ็คเกจแบบ Full Board ของเรานั้นไม่ได้รวมค่าเครื่องดื่มมื้อเย็น ดังนั้นมื้อนี้จึงมีค่าใช้จ่ายในเรื่องเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นมา โดยน้ำเปล่าจะเริ่มที่ประมาณ 5 USD ส่วนพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ต่างๆก็อยู่ราว 5-10 USD ถามว่าแพงไหม ก็คงนิดนึง แต่ก็เป็นอันเข้าใจได้สำหรับโรงแรม 5 ดาวที่ตั้งอยู่กลางทะเลแบบนี้ แต่ถ้าใครไม่อยากจ่ายเพิ่ม อยากดื่มเต็มที่ก็ดูแพ็คเกจ All Include ไปได้เลย

 

ถ้าอยากโรแมนติก แจ้งพนักงานให้จัดโต๊ะแบบส่วนตัวก็ได้นะ

 ถึงอยู่กลางทะเลแบบนี้ แต่ก็ยังมีข้าวเหนียวมะม่วงให้ทาน รสชาติอร่อยเหมือนอยู่ที่ไทยเลย

 

 

ไหนๆพูดถึงเรื่องจุดชมพระอาทิตย์ตกกันไปแล้ว ขอแถมจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นไปด้วยเลยแล้วกัน คือที่บริเวณท่าเรือ (Jetty) ฝั่งทิศตะวันออกของเกาะจะเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างชัดเจนและสวยที่สุด แต่ถ้าจะมาอาจจะต้องตื่นไวกันสักนิด เพราะช่วงตี 5 ปลายๆฟ้าก็เริ่มสาง และพอช่วง 6 โมงกว่าก็เริ่มขึ้นพ้นขอบฟ้าแล้ว

 

 

 

และห้องอาหารสุดท้ายที่ขอพูดถึงคือห้องอาหาร The Market ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะ ให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อเช้า และเย็น โดยธีมอาหารมื้อเย็นในแต่ละวันก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปไม่ซ้ำกันเพื่อไม่ให้แขกที่มาพักเบื่อ ส่วนไลน์อาหารนั้นมีความหลายหลายดี เลือกตักกันได้อย่างจุใจ หรือถ้าใครเลี่ยนกับอาหารฝรั่ง ก็มีมุมก๋วยเตี๋ยวในแบบไทยๆ ให้บริการอยู่ด่วยเช่นกัน

 

ห้องอาหาร The Market เปิดให้บริการแต่ 7 โมงเช้า

 มีหลายซุ้มให้เลือกตักกันได้ตามอัธยาศัย

 ถ้าเบื่อเมนูไข่แบบฝรั่ง อยากจะขอสั่งไข่เจียวในแบบไทยๆ ทางเชฟก็จัดให้ได้เช่นกัน

ที่ชอบที่สุดคือมีสปาร์คกิ้งไวน์ให้ดื่มกันแต่เช้าเลย ^^

 

มามัลดีฟส์ทั้งทีอยากให้แฟนประทับใจ มีอะไรแนะนำบ้างได้ไหม ?

 

บอกเลยว่ามี ขอแนะนำเลย Lagoon Lunch มื้อพิเศษสำหรับคนพิเศษกับมุมทานข้าวริมทะเลในแบบส่วนตั๊วส่วนตัวไม่มีคนมากวนใจ กับอาหารทะเลสดใหม่ทั้งหอยนางรมณ์ และเมนูทะเลเผาที่มาพร้อมกับไฮไลท์เป็นกุ้งมังกร ก่อนปิดท้ายด้วยไอศกรีมเย็นชื่นใจ 

 

หากใครสนใจสามารถใช้บริการได้ในอัตรา 210 USD++ สำหรับ 2 ท่าน พร้อมฟรีแชมเปญ 1 ขวด โดยต้องจองก่อนล่วงหน้า 1 วัน แต่รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อพิเศษที่ประทับใจแน่นอน

 

 

จบจากเรื่องห้องพัก เรื่องของกินกันไปแล้ว ลองมาดู Facilities หลักๆของทางโรงแรมกันบ้างดีกว่า

 

Devarana Spa แบรนด์สปาของดุสิตธานี ที่ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่คนไทยทั้งหมด จึงวางใจได้ถึงการบริการและฝีมือในแบบฉบับไทยๆ 

 

 ห้องสปาแบบส่วนตัวสำหรับ 2 ท่าน

บ่อน้ำร้อน และน้ำเย็น ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

 

 

Kid Club สำหรับคุณหนูๆ ที่มีทั้งส่วนในร่มและกลางแจ้ง พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแล ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ไปสวีทกันได้อย่างเต็มที่

 

 

Water Sport Center ศูนย์ให้บริการกิจกรรมทางน้ำ ไม่ว่าจะดำน้ำลึก/ตื้น ล่องเรือ หรือออกไปดูฝูงกระเบน Manta ก็ติดต่อสอบถามราคาจากเจ้าหน้าที่ที่นี่ได้เลย แต่ทั้งนี้ แขกที่มาพักจะสามารถยืมชูชีพและหน้ากากดำน้ำเพื่อไปสน๊อกเกิลน้ำตื้นรอบๆเกาะเองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

 มุมอาบแดดสวยๆ ที่มีให้ใช้บริการได้ทั้งของส่วนกลาง และแบบส่วนตัวที่หน้าวิลล่าแต่ละหลัง

 Reception

 

กว่า 4 วัน 3 คืนที่ดุสิตธานีมัลดีฟส์ แม้จะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางกลับจริงๆ กลับรู้สึกไม่อยากที่จะจากเกาะสวรรค์แห่งนี้ไปเลย เพราะเป็นทริปที่ได้ใช้เวลาหมดไปกับพักผ่อนได้คุ้มค่ามากๆ เป็นโอกาสดีที่ได้ปลีกตัวเองออกมาจากวิถีชีวิตปรกติ แล้วมาพักกายพักใจบนเกาะใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามและการบริการอันแสนประทับใจในแบบฉบับของคนไทย ที่แม้จะอยู่ห่างไกลแต่กลับรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน ซึ่งเป็นจุดขายหลักของทางดุสิตที่คนไทยอย่างเราๆ สามารถสัมผัสได้จริงๆ

 

คำแนะนำ

เชื่อเถอะว่ามามัลดีฟส์แบบเป็นแพ็คเกจนี้แหละสะดวกและคุ้มที่สุดแล้ว ถ้านึกอะไรไม่ออกก็ลองไปดูโปร "บินดี อยู่ดี" ของบางกอกแอร์เวย์สดู เพราะได้ครบทั้งตั๋วเครื่องบินแบบฟลูเซอร์วิสที่มาพร้อมการบริการครบครันทั้งอาหาร น้ำหนักกระเป๋า เลาจน์ และการบริการระดับ 5 ดาวของทางดุสิตธานี รวมทั้งบริการรับส่งระหว่างโรงแรมและสนามบิน จ่ายเงินทีเดียวแล้วจบไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำตัวสบายๆ ตั้งแต่ขึ้นเครื่องไปจนถึงเดินทางกลับ

 

เอาเป็นว่าถ้าอยากมาให้สนุกและไม่เกินกำลังตัวเองจนเกินไป อยากให้ลองมาเที่ยวมัลดีฟส์ให้สมกับที่มัลดีฟส์เป็นดูสักครั้ง ลองลางานยาวๆแล้วมาปรนเปรอตัวเองแบบดีๆ สบายๆ ดูบ้าง เหมือนเป็นการให้รางวัลชีวิตกับตัวเองสักครั้ง แล้วจะรู้เลยว่าทำไมมัลดีฟส์นั้นถึงได้เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายๆคน 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

September 19, 2019

August 26, 2019

Please reload

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media