หลวงพระบาง | ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมา

May 29, 2018

 

เนิบๆ ชิวๆ คงจะเป็นคำจำกัดความของ "หลวงพระบาง" ได้เป็นอย่างดี กับเมืองมรดกโลกท่ามกลางขุนเขาที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาว เดินทางมาได้ง่าย เที่ยวสบายได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะร้อน ฝน หรือหนาว หลวงพระบางก็ยังคงมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองอยู่เสมอ กับวิถีชีวิตเรียบง่ายสไตล์ชนบท ที่บอกเลยว่ามาแล้วอยู่สบายไม่ลำบากแบบที่คิดแน่นอน เพราะเมืองนี้เค้าเต็มไปด้วยโรงแรมบูทีคโฮเทล คาเฟ่สวยๆ ร้านอาหารเก๋ๆ ที่จะมาปรนเปรอวันหยุดของเราให้เต็มอิ่มจนแทบจะลืมไปเลยว่าความวุ่นวายในเมืองใหญ่นั้นเป็นยังไง เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้ว เรามาออกเดินทางไปสัมผัสวิถีชีวิต Slow Life ตามสไตล์คนหลวงพระบางในรีวิวนี้ด้วยกันเลยดีกว่า

 

 

Fly Boutique to Luang Prabang

 

บินตรงจากสุวรรณภูมิสู่หลวงพระบางทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน พร้อมด้วยบริการแบบ Full Service ครบจบทุกสิ่ง ทั้งบริการโหลดสัมภาระน้ำหนัก 20kg บริการเลือกที่นั่ง บริหารห้องรับรองผู้โดยสาร (มีทั้งที่สุวรรณภูมิ และหลวงพระบาง) และบริการอาหารร้อน/เครื่องดื่มบนเที่ยวบิน ส่วนเรื่องเวลาบินนั้นเรียกว่าตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างเราๆมาก เพราะมีทั้งไฟลท์เช้าและเย็น เรียกว่าขาไปบินไฟลท์เช้า ถึงหลวงพระบางประมาณเที่ยงๆ พร้อมเที่ยวต่อได้เลย ส่วนขากลับบกลับไฟลท์เย็นออกจากหลวงพระบางห้าโมงครึ่ง ถึงไทยทุ่มกว่าๆ ใช้เวลาเที่ยวก่อนกลับได้อย่างเต็มที่ไม่มีขาดทุน สามารถมาเที่ยวได้ง่ายๆแบบ 3D2N วันหยุดสุดสัปดาห์ ลางานเพิ่มวันเดียวก็มาเที่ยวหลวงพระบางได้

 

สำหรับคนที่เดินทางบ่อยๆ ขอแนะนำให้เช็คอินก่อนเดินทางกันล่วงหน้าบนมือถือที่ Bangkok Airways Mobile Application เพราะพอมาถึงสนามบินก็แค่เพียงไปดรอปกระเป๋า และเดินเข้าเกตสวยๆ ไปได้เลย ไม่ต้องมาเสียเวลาต่อคิวกันอีกให้วุ่นวาย โหลดรอกันได้เลยทั้งบนระบบ iOS และ Android 

 

 

Boutique Lounge & Blue Ribbon Lounge

 

ก่อนขึ้นเครื่องอย่าลืมแวะมาใช้บริการห้องรับรองผู้โดยสาร ที่มีให้บริการสำหรับผู้โดยสารทุกคนทั้งชั้นประหยัด (Boutique Lounge) และชั้นธุรกิจ (Blue Ribbon Lounge) ซึ่งห้องรับรองของผู้โดยสารระหว่างประเทศนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกต D7 เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อปลายปี 2017 ที่เอง ยังใหม่ๆอยู่ บอกเลยว่าดีงามมาก ทั้งของว่างและเครื่องดื่มมาเต็ม อย่าลืมมาแวะนั่งทานข้าวต้มมัดในตำนานกันก่อนขึ้นเครื่องละ

 

ส่วนผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกสะสมคะแนน Flyer Bonus ชั้น Premier Member นั้นอลังเข้าไปอีก เพราะสามารถใช้บริการในส่วนของ Blue Ribbon Lounge ได้อีกด้วย มีบริการทั้งของว่าง เครื่องดื่มร้อน/เย็น แอลกอฮอลล์ และอาหารร้อน หากมีเวลาแนะนำให้รีบมาถึงสนามบินแต่เนิ่นๆ เพราะสามารถทานกันจนอิ่มก่อนขึ้นเครื่องได้เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีบริการห้องอาบน้ำ และเก้าอี้นวดด้วยนะ ใครมีเวลาก็มานอนนวดเล่นๆ ตอนรอขึ้นเครื่องได้

 

หรือถ้าใครเป็นสมาชิก AIS Serenade ระดับ Platinum/Gold ก็สามารถกดเพื่อรับสิทธิ์เข้าใช้บริการ Blue Ribbob Lounge ได้ฟรีเช่นกัน

- เซเรเนดแพลทินัม (1 หมายเลข / 1 ครั้ง / เดือน) 
- เซเรเนดโกล์ด (1 หมายเลข / 2 ครั้ง / ปี)

 

บริการแบบ Full Service ทั้งอาหารร้อน และเครื่องดื่มร้อน/เย็น ระหว่างเที่ยวบิน

แผนที่เมืองหลวงพระบาง และสถานที่ตั้งโรงแรม 3 Nagas และโรงแรม Sofitel Luang Prabang ที่เดินทางเพียงแค่ 10 นาทีจากสนามบิน

 

3 Nagas Luang Prabang

M gallery By Sofitel

 

3 นากาส์ โรงแรมสุดเก๋ใจกลางเมืองที่เปรียบได้ดั่ง iconic ของหลวงพระบาง ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะถ่ายรูปกับเจ้ารถโบราณคันงามที่จอดโชว์อยู่บริเวณหน้าโรงแรม และยังเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นจาก M gallery by Sofitel ที่ได้เนรมิตอาคารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 3 หลัง ซึ่งแต่เดิมคยเป็น Lamache House (อดีตร้านไอศกรีมสำหรับพระราชวัง) และ Khamboua House (สร้างขึ้นสำหรับที่ปรึกษาของกษัตริย์ในปี 1903) ให้กลายมาเป็นบูทีคโฮเท็ลขนาด 15 ห้องพัก

 

โดยตัวโรงแรมนั้นแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ถูกคั่นอยู่ด้วยถนนสายหลักใจกลางเมืองหลวงพระบาง สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นวัดเชียงทอง Royal Palace Museum พระธาตุภูสี ตลาดมืด ตลาดเช้า หรือแม้แต่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ชื่อดังต่างๆ เรียกว่า location ดีมากๆ จากที่พักจะไปเที่ยวตรงไหนต่อก็ง่ายไปทุกจุด

 

พนักงานอัธยาศัยดี ใส่ใจและเป็นกันเองกับแขกที่มาพักมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น ดังนั้นจึงสามารถฟังและสื่อสารเป็นภาษาไทยได้ดีพอสมควร ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารแต่อย่างใด 

 

 Welcome Drink หอมชื่นใจในแบบหลวงพระบาง

 

Room Type

 

เนื่องจากเป็นโรงแรมขนาดเล็กที่มีเพียงแค่ 15 ห้องพัก ดังนั้น Room Type ของที่นี่จึงมีเพียงแค่ 2 แบบเท่านั้น คือ

 

1. Deluxe Room  ขนาด 35 ตารางเมตร  (มีแบบ Twin / King Bed)

2. Executive Suite  ขนาด 56 ตารางเมตร (มีแบบ King Bed)

 

โดยจุดเด่นที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของขนาดเพียงเท่านั้น ส่วนรายละเอียดในแบบอื่นๆ แทบจะเหมือนกันทั้งหมด ที่ได้รับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากไม้และงานศิลปะแบบท้องถิ่นเข้ากับสไตล์ของตัวอาคาร พร้อมโซฟา มินิบาร์ และเครื่องทำกาแฟ Nespresso ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Phou Phieng Coffee จากที่ราบสูงโบโลเวนอันมีชื่อเสียงของประเทศลาว

 

เตียงนอนถ้าเป็นแบบ King Bed จะเป็นเตียงนอนแบบมีเสาพร้อมม่านคลุมสวยงาม พร้อมบริการ Turn Down ให้ทุกคืนก่อนนอน ส่วนห้องน้ำกว้างขวางและมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำให้ทุกห้องพัก พร้อมผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำแบรนด์หรูของหลวงพระบางอย่าง Na Xao Botanicals

 

และเพื่อให้แขกที่มาพักซึมซับกับความสไลว์ไลฟ์ได้อย่างเต็มที่ ทุกห้องพักของที่นี่จึง "ไม่มีทีวี" แต่ถึงยังไงทางโรงแรมก็ยังมี Free Wifi และลำโพง Bluetooth เอาไว้ให้บริการในทุกห้องพักอยู่ดี :P

 

ลำโพง Bluetooth และเครื่องทำกาแฟ Nespresso ในทุกห้องพัก

 มีอ่างอาบน้ำให้ทุกห้องพัก

 ผลิตภัณฑ์จาก Na Xao Botanicals

Balcony หน้าห้องพัก

 

Restaurant

 

ด้วยความที่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก จึงมีห้องอาหารให้บริการเพียง 1 แห่ง และ 1 คาเฟ่ เท่านั้น ซึ่งก็เพียงพอกับจำนวนแขกที่มากพัก รวมทั้งลูกค้าภายนอกที่จะเข้ามาใช้บริการห้องอาหาร 

 

1. 3 Nagas Restaurant & Bar  (อยู่ฝั่งล๊อบบี้)

2. The Ice Cream Parlour  (อยู่ฝั่งรถโบราณ)

 

โดยตัวห้องอาหาร 3 Nagas Restaurant & Bar นั้นเป็นแบบ Open Air ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าล๊อบบี้โรงแรม เหมาะในการมารับประทานช่วงมื้อเย็น เนื่องจากอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ให้บริการอาหารแบบพื้นบ้านของหลวงพระบางด้วยบริการในระดับโรงแรม ค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยากหาร้านอาหารลาวดีๆ รับประทาน และที่ห้ามพลาดเลยคือเมนูเนื้อควายย่าง บอกเลยว่ารสชาติดีจริงๆ นอกจากนั้นยังมีส่วนของบาร์ที่ให้บริการเมนูค๊อกเทลในแบบฉบับ Local อีกด้วย

 

Signature Cocktail ของทางโรงแรม

ปอเปี๊ยะทอด/สด และเนื้อควายย่าง

 

 The Ice Cream Parlour

 

คาเฟ่เพียงแห่งเดียวของทางโรงแรม กับธีมร้านไอศครีมที่อิงมาจากประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของตัวอาคารที่เคยเป็นร้านไอศครีมสำหรับพระราชวัง ตั้งอยู่ฝั่งเดียวกันกับรถโบราณ และยังเป็นห้องอาหารเช้าสำหรับแขกของทางโรงแรมอีกด้วย เลือกนั่งได้ทั้งด้านในและด้านนอกอาคาร แต่ถ้าให้แนะนำบอกเลยว่าโต๊ะหน้าร้านนี้บรรยากาศดีสุดๆ ตักบาตรข้าวเหนียวเสร็จแล้วมานั่งชิวๆ ทานอาหารเช้าต่อได้เลย

 

"น้ำข้าว" เมนูอาหารลาวยามเช้าที่ไม่ควรพลาด หน้าตาคล้ายๆกับก๋วยเตี๋ยวหลอดบ้านเรา (ในภาพมุมขวาล่าง)

 

ไลน์อาหารเช้าขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักเหมาะกับชีวิตสโลว์ไลฟ์ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ผลไม้สด น้ำผลไม้ และขนมหวาน แต่เห็นแค่นี้ไม่ต้องกลัวไม่อิ่มแต่อย่างใด เพราะแขกของโรงแรมสามารถสั่งอาหารร้อนและเครื่องดื่มต่างๆ แบบ a la carte เพิ่มเติมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ให้บริการแขกข้างนอกด้วยเช่นกัน ราคาคนละ 160,000 กีบ) มีให้เลือกทั้งแบบอาหารท้องถิ่นและอาหารฝรั่ง

 

 ไลน์อาหารเช้า

 

Facilities


จริงๆแล้วทางโรงแรมนั้นมีให้บริการแค่ส่วนของห้องพักและห้องอาหารแต่เพียงเท่านั้น ไม่มี Facility อื่นใดเลย แต่แขกของโรงแรม 3 Nagas สามารถเข้าไปใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางฝั่งของโรงแรม Sofitel Luang Prabang ที่อยู่ในเครือเดียวกันได้โดยนั่งรถสามล้อบริการของทางโรงแรมเพียงแค่ 5-10 นาทีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

 

1. สระว่ายน้ำ

2. ฟิตเนส

3. Le SPA*

4. ห้องอาหาร Governor’s Grill*

 

*เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

และถ้าโชคดีได้มาพักช่วงที่มีแขกเข้าพักเป็นจำนวนมาก ทางโรงแรมยังมีพิธี "บายศรี" ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับผู้มาเยือนโดยเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ในหลวงพระบางอีกด้วย โดยตัวงานจะจัดขึ้นที่โรงแรม Sofitel Luang Prabang และให้แขกของทั้งสองโรงแรมสามารถมาเข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นการต้อนรับที่อบอุ่นและสร้างความประทับใจได้ดีจริงๆ

 

 พิธี "บายศรี" ที่โรงแรม Sofitel Luang Prabang

 รถสามล้อให้บริการระหว่างสองโรงแรม

 สระว่ายน้ำที่โรงแรม Sofitel Luang Prabang

ห้องอาหาร Governor’s Grill ที่โรงแรม Sofitel Luang Prabang 

Le SPA ที่โรงแรม Sofitel Luang Prabang 

ไฮไลท์คือการ "นวดลาว" ที่ห้ามพลาดจริงๆ เพราะแม้ว่าจะคล้ายกับนวดไทยของบ้านเรา แต่ว่าการรวดลาวนั้นจะดูเร็วกว่า กระชับ และจับโดนจุดเต็มๆ เรียกว่านวดเสร็จออกมาตัวเบาหวิวกันเลยทีเดียว

 

กิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

 

แม้จะเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าสโลว์ไลฟ์ แต่ในเมื่อมาหลวงพระบางทั้งที จะให้นอนอยู่เฉยๆ แต่ในโรงแรมก็คงไม่ใช่ มาลองดูกันเลยดีกว่าว่ากิจกรรมตั้งแต่เช้าไปจนถึงค่ำที่หลวงพระบาง จะมีอะไรน่าไปเที่ยวกันบ้าง ซึ่งทริปแบบ 3D2N ถือว่ากำลังพอดี ลองตามมาชมและไปจัดสรรเวลาว่าวันไหนจะไปเที่ยวไปทำอะไรกันดูได้เลย

 

05:30 น.

ตักบาตรข้าวเหนียว กิจกรรมไฮไลท์ที่เรียกว่าถ้าไม่ได้ทำถือว่ามาไม่ถึงหลวงพระบางกันเลยก็ว่าได้ กับการตักบาตรพระสงฆ์หลายร้อยรูปที่เดินเรียงกันมาเป็นทางยาวโดยมีต้นสายจากวัดเชียงทอง สำหรับแขกของโรงแรม 3 Nagas สามารถยืนรอตักบาตรที่หน้าโรงแรมได้เลย เพราะอยู่ในเส้นทางผ่าน ซึ่งทางโรงแรมก็ได้เตรียมกระติบข้าวเหนียวเอาไว้ให้บริการแขกของทางโรงแรมด้วยอยู่แล้ว

 

 

06:30 น.

เดินเล่นตลาดเช้าชมวิถีชีวิตของคนหลวงพระบาง ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกใกล้กลับ Royal Palace Museum เริ่มขายตั้งแต่รุ่งสางไปจนถึงช่วงสายๆ สามารถเดินหรือยืมจักรยานของทางโรงแรมขี่มาได้เลย ส่วนใหญ่จำหน่ายของสดสำหรับคนท้องถิ่น แต่ก็ยังพอมีของที่ระลึกและร้านอาหารเช้าขายอยู่บ้างประปราย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

 

 

07:30 น.

ขึ้นเขาไหว้พระธาตุภูสี และชมวิวเมืองหลวงพระบางจากมุมสูง ทางขึ้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Royal Palace Museum เสียค่าขึ้น 20,000 กีบ (รับเงินไทยเสีย 100 บาท) โดยเขาสูงประมาณ 150 เมตร ซึ่งใช้เวลาเดินขึ้นไม่เกิน 10 นาที แต่ก็เหนื่อยเอาเรื่องทีเดียว ถ้าให้แนะนำช่วงเวลาที่สวยที่สุดสำหรับวิวมุมนี้จะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆไปจนถึงเย็น เพราะสามารถเห็นตัวพระธาตุและวิวของเมืองหลวงพระบางได้แบบตามแสงพอดี แต่อาจจะมีคนที่ขึ้นมาชมวิวในช่วงเวลาดังกล่าวเยอะนิดนึง

 

 

08:30 น. 

ลงจากพระธาตุภูสีมาเหนื่อยๆต้องหาร้านกาแฟกินพอดี แวะได้เลยที่ร้าน Kaogee Cafe ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Royal Palace Museum เยื้องกับทางลงจากพระธาตุพอดี บรรยากาศเป็นคาเฟ่เล็กๆ น่ารักๆ ขายทั้งเครื่องดื่มและของหวาน ราคาพอๆกับประเทศไทย แต่ถ้าจ่ายด้วยเงินบาทจะเสียเรทหน่อย ก็ตกประมาณแก้วละ 100 บาท

 

 

09:00 น. 

ไหนๆก็อยู่ตรงนี้กันแล้ว แวะเข้าชม Royal Palace Museum หรือ พระราชวังหลวงพระบาง ที่ปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์กันต่อได้เลย เปิดให้เข้าชมแบ่งเป็นช่วงเช้า 08.00 น. - 11.30 น. และช่วงบ่าย 13.30 น. - 16.00 น. โดยมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 30,000 กีบ และมีข้อกำหนดคือต้องแต่กายสุภาพ ห้ามนุ่งขาสั้น/เสื้อกล้าม และห้ามถ่ายภาพภายในพระราชวัง

 

 

10:00 น. 

ออกเดินทางไปเที่ยวน้ำตกตาดกวางสี ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองหลวงพระบางราว 1.30 ชั่วโมง โดยสามารถเหมารถพร้อมคนขับ (ราคาแล้วแต่ประเภทรถ/จำนวนที่นั่ง เฉลี่ย 1,500+ บาท/คัน) หรือจะเลือกจอยทัวร์ก็ได้ตามแต่สะดวก (ประมาณคนละ 200+ บาท) โดยเสียค่าเข้าชมน้ำตกอยู่ที่คนละ 20,000 กีบ

 

บริเวณน้ำตกจะมีแบ่งเป็นชั้นๆ ให้เราเลือกเดินชมไปตามทางได้ตามอัธยาศัย โดยระหว่างทางจะมีศูนย์อนุรักษ์หมีและน้องหมีตัวจริงให้ชม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นหมีที่ทางศูนย์ช่วยมาจากพวกลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมาย ซึ่งเราสามารถร่วมบริจาคเงินให้กับทางศูนย์ได้

 

ส่วนตัวน้ำตกนั้นสวยมาก มีหลายชั้น น้ำสีฟ้าใส เย็นสบาย มีจุดให้สามารถลงเล่น้ำได้ไม่ลึก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่เตรียมชุดว่ายน้ำกันมาพร้อม ใช้เวลาเดินชม + เล่นน้ำตกด้วย รวมๆแล้วไม่น่าเกิน 2 ชั่วโมง

 

 จุดไฮไลท์ของน้ำตกตาดกวางสี แต่ถ้าใครฟิตหน่อย อยากเดินขึ้นไปชมถึงชั้นบนสุดเลยก็ได้เช่นกัน 

 

12:30 น. 

ชมน้ำตกเสร็จออกมาทานข้าวเที่ยงต่อได้เลยที่ Carpe Diem Restaurant กับร้านอาหารที่ดีที่สุดที่น้ำตกตาดกวางสี ที่มีดีทั้งเรื่องของสถานที่และรสชาติอาหาร ด้วยที่ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเมตรจากปากทางเข้าน้ำตก ภายในร้านจึงมีน้ำตกส่วนตัวขนาดเล็กเป็นของตัวเอง บรรยากาศดีมาก ร่มรื่น นั่งทานข้าวไปฟังเสียงน้ำตกไปฟินเป็นที่สุด หรือใครจะเลือกมาเล่นน้ำที่นี่ก็ได้ เพราะทางร้านเตรียมมุมเล่นน้ำเอาไว้ให้เรียบร้อย

 

เรื่องรสชาติอาหารบอกเลยว่าดีมาก เป็นแนวอาหารฟิวชั่นระหว่างอาหารลาวและอาหารฝรั่งเศส หลับตาจิ้มได้เลย เพราะอร่อยทุกเมนูจริงๆ จากที่ได้ลองมาหลายๆจาน รสชาติอร่อยทุกจาน ส่วนเมนูแนะนำคือสเต็กเนื้อควาย (เนื้อควายที่นี่มันดีจริงๆ) สั่งแบบมีเดียมนี่ได้รสชาติยังกับสเต็กเนื้อดีๆ ที่บ้านเราเลย

 

 ต้มข่าไก่กับข้าวเหนียว

 สเต็กเนื้อควาย

 มุมเล่นน้ำตกภายในร้าน

 

ขากลับ 

ขากลับจากน้ำตกต้องอย่าลืมแวะทาน Ice Cream Homemade ที่ฟาร์มควาย ชื่อว่าร้าน Laos Buffalo Daily ที่ทำไอศครีมสดใหม่ทุกวัน หลากหลายรสชาติจากนมควายแท้ๆ บอกเลยว่าอร่อยมาก ราคา 15,000 กีบต่อ 1 Scoop

 

 เห็นป้ายแบบนี้ อย่านึกว่าอยู่ฮอคไกโดนะจ๊ะ

 

12:30 น. 

สำหรับมื้อเที่ยงต้องขอแทรกเพิ่มอีกร้าน เผื่อใครอยู่ในเมืองไม่ได้ออกไปเที่ยวน้ำตกต้องห้ามพลาดเลยกับร้าน "ส้มตำเจ๊ติ๋ม" อันเลื่องชื่อ โดยเฉพาะเมนูเด็ดอย่างตำหลวงพระบางที่สไลด์มะละกอมาเป็นแผ่นบางๆไม่เหมือนกับบ้านเรา ส่วนรสชาตินั้นบอกเลยว่าแซบหลายจนต้องขอเบิ้ล

 

ตัวร้านนั้นตั้งอยู่ถนนด้านหลังโรงแรม 3 Nagas สามารถเดินมาได้เลย แต่ร้านค่อนข้างเล็ก ถ้าจะมาช่วงเที่ยงคนอาจจะแน่นนิดนึงและรอนาน มาก่อนเนิ่นๆได้จะดีมาก มาช้าเดี๋ยวของหมดอดทานอีก

 

ตำหลวงพระบาง และไส้อั่ว สองเมนูเด็ดห้ามพลาด

 

14:30 น. 

กลับจากน้ำตกตาดกวางสีมาถึงตัวเมืองหลวงพระบาง แวะไหว้พระที่วัดเชียงทอง วัดคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง พร้อมถ่ายภาพสวยๆ ริมกำแพงโบสถ์ โดยตัววัดตั้งอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง จากโรงแรม 3 Nagas สามารถขี่จักรยานมาได้ แต่ถ้าใครเหมารถพร้อมคนขับอยู่แล้วก็ให้คนขับขับพามาได้เลย

 

 

15:30 น. 

ช่วงบ่ายแวะมาเรียนรู้วิถีชีวิตของคนหลวงพระบางกันต่อที่ Heuan Chan Heritage House อาคารไม้เก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 ที่ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ได้เข้ามาทดลองทำงานฝีมือ หรืออยากจะเลือกช๊อปสินค้าหัตถกรรมของคนท้องถิ่นก็ย่อมได้ และถ้าใครอยากจะแต่งตัวถ่ายรูปในชุดท้องถิ่นของลาวทางศูนย์ก็มีให้บริการเช่นกัน

 

  เครื่องดื่มคลายร้อนพร้อมหลอดงานฝีมือที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่

 

16:30 น. 

แวะคลายร้อนยามบ่ายที่คาเฟ่ชื่อดังของหลวงพระบางที่ร้าน Utopia ริมน้ำคาน กลางวันก็คลายร้อน กลางคืนก็ชิคๆ คนฮิปๆ เค้ามากันทั้งนั้นแหละ มีขายทั้งอาหาร ของว่าง กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หยิบหนังสือติดตัวมาด้วยสักเล่มก็นั่งอ่านได้ทั้งวันจนแทบไม่ต้องไปไหนเลยทีเดียว ส่วนการเดินทางจะขี่จักรยานหรือเรียกรถสามล้อมาก็ได้ จากถนนใหญ่เดินเข้าซอยมาลึกนิดนึง แต่มีป้ายบอกตลอดทาง

 

 

17:00 น. 

ห้ามพลาดกับหนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์ของหลวงพระบางในการล่องเรือแม่น้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น โดยเรือของบริษัท Mekong Kingdoms มีให้เลือกชมกันได้ 2 แบบด้วยกันคือ (ราคาคนละ 39 USD พร้อมบริการรับ/ส่งจากที่พัก)

 

1. Sunset Cruise  เวลา 16:00 - 18:00 น. ให้บริการเครื่องดื่ม + คานาเป้

2. Dinner Cruise   เวลา 17:00 - 19:00 น. ให้บริการเครื่องดื่ม + อาหารค่ำ

 

แน่นอนว่าต้องขอลองเป็นแบบ Dinner Cruise รวมอาหารค่ำไปเลย โดยเรือที่จะพาเราล่องแม่น้ำโขงนั้นมีชื่อว่า Monsoon รองรับผู้โดยสารแค่เพียง 25 คนต่อทริปเท่านั้น แบ่งเป็นส่วนพื้นที่นั่งชิวๆ รับลม และส่วนของโต๊ะรับประทานอาหาร โดยการบริการนั้นจะเริ่มต้นจากเครื่องดื่ม Welcome Drink ก่อนออกเรือ จากนั้นจึงให้บริการต่อด้วย Sparking Wine เมื่อเรือออกเดินทาง ส่วนครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อื่นๆ เสียค่าใช้จ่ายถ้าสั่งเพิ่ม

 

ส่วนมื้อค่ำเริ่มให้บริการช่วงอาทิตย์ใกล้ตกดิน บริการทั้งหมด 3 คอร์สคือ Starter, Main (มี 2 ช๊อยให้เลือกตั้งแต่ตอนจอง) และ Dessert อาหารรสชาติดีมาก คุ้มค่าคุ้มราคา ส่วนขากลับเรือจะวกกลับทางเดิมมาจอดยังท่าเรือตั้งต้นซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง Royal Palace Museum เมื่อลงเรือแล้วจะนั่งรถบริการกลับโรงแรม หรือเดินเล่นตลาดมืดต่อเลยก็ได้

 

 ล่องเรือรับลมยามเย็นบรรยากาศดีมาก

Main Course มีให้เลือกได้เป็นไก่และเนื้อ

พุดดิ้งอัญชัน

อาหารอร่อยๆ และวิวดีๆ กลางลำน้ำโขง

  พื้นที่รับประทานอาหารบนเรือ

 

19:00 น. 

ตลาดมืด หรือ ตลาดกลางคืนหลวงพระบาง เรียกได้ว่าเป็นตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เพราะเต็มๆไปด้วยของฝากและของที่ระลึกวางขายเต็มไปหมด รวมทั้งเสื้อผ้า งานฝีมือท้องถิ่น ตั้งอยู่บนถนนด้านหน้า Royal Palace Museum ยาวไปจนถึงสี่แยกไปรษณีย์หลวงพระบาง เริ่มเปิดตลาดตั้งแต่ 17:00 - 22:00 น. (แต่สามทุ่มก็เริ่มวายแล้ว) ส่วนราคานั้นก็ต่อรองได้ตามแต่สกิลของแต่ละคน รับทั้งเงินกีบ เงินไทย (แต่เสียเรทหน่อย)

 

 ตลาดมืดตั้งอยู่หน้า Royal Palace Museum

 

20:00 น. 

เดินตลาดมืดเสร็จ ถ้ายังหิวๆกันอยู่แวะมาหากับแกล้มรองท้องพร้อมเครื่องดื่มเย็นๆกันต่อได้ที่ร้าน Maolin Tavern ซึ่งเดินเลยจากตลาดทางฝั่ง Royal Palace Museum มาอีกไม่ไกลก็ถึง ร้านนี้คอเบียร์ต้องไม่ควรพลาด เพราะมีทั้งเบียร์สดและแบบขวดหลากหลายยี่ห้อให้เลือกเยอะมาก มีทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ทางร้านรับชำระเป็นเงินกีบ เงินบาท และบัตรเครดิต

 

  เบียร์สดก็มี

 

21:00 น. 

ถ้าร้านเดิมยังไม่สาแก่ใจ ย้ายมาต่อที่ Cocktail Bar กับร้าน 525 Cocktails & Tapas Luang Prabang กันได้เลย ซึ่งตัวร้านนั้นดัดแปลงมาจากบ้านเก่าให้กลายมาเป็นร้านสุดชิค โดยมีเจ้าของร้านที่เป็น Mixologist ชาวอังกฤษเป็นผู้สร้างสรรเมนูเครื่องดื่มต่างๆ ของทางร้านให้เข้ากับความเป็นท้องถิ่นของหลวงพระบาง ส่วนพวกเมนูของหวานต่างๆ ก็มีรสชาติดีใช้ได้ทีเดียว ถ้าใครจะมาก็แนะนำให้โบกสามล้อมาได้เลย เพราะไกลนิดนึง แต่ใกล้กับโรงแรม Sofitel Luang Prabang

 

 สวนหน้าบ้านที่ดัดแปลงให้กลายเป็นโต๊ะนั่งดื่มชิวๆ

การตกแต่งร้านมีความชิคมาก

 

Bye Bye Luang Prabang

 

จบทริป 3D2N แบบสโลว์ไลฟ์ในหลวงพระบางด้วยความประทับใจ พร้อมกลับไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริงอันแสนวุ่นวายกันต่อ โดยขากลับนั้นเราใช้บริการเที่ยวบินช่วงเย็นของสายการบินบางกอกแอร์เวย์สที่ออกจากหลวงพระบางห้าโมงครึ่ง สามารถใช้เวลาวันสุดท้ายก่อนกลับได้อย่างเต็มที่ และข้อดีอีกอย่างก็คือ ที่สนามบินหลวงพระบางมีเลาจน์ของบางกอกแอร์เวย์สให้ด้วย เที่ยวเสร็จมาเหนื่อยๆ ได้มานั่งพักหาของว่างทานก่อนขึ้นเครื่องรู้สึกผ่อนคลายมาก สำหรับของที่แนะนำในเลาจน์แห่งนี้คือเมนูเห็ดทอดกรอบที่มีให้ทานกันแค่ที่ประเทศลาวเท่านั้น แต่อย่าเพิ่งทานกันจนอิ่มละ เพราะอย่าลืมว่าขึ้นเครื่องไปแล้วยังมีอาหารเย็นให้บริการกันอีกหนึ่งมื้อด้วย ^^ ปิดทริปหลวงพระบางได้อย่างประทับใจจริงๆ

 

 

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

September 19, 2019

August 26, 2019

Please reload

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media