• On The Jet Plane

[รีวิว] Conrad Bangkok พักหรูใจกลางเมืองที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

อัปเดตเมื่อ พ.ย. 18



รีวิว Conrad Bangkok โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ


อีกหนึ่งโรงแรมระดับ High-end ของกรุงเทพที่แค่ได้ยินชื่อก็สัมผัสถึงความหรูหราได้เป็นอย่างดี กับโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ (Conrad Bangkok) โรงแรมระดับ Luxury Flagship จากเครือฮิลตัน ที่แม้ว่าจะเปิดให้บริการมาอย่างยาวนานหลายสิบปีแล้ว แต่ว่าความหรูหราและคลาสสิคของที่นี่ก็ยังคงมีมนต์ขลังชวนให้อยากมาพักอยู่ไม่เคยเปลี่ยน อีกทั้งทางโรงแรมยังเพิ่งผ่านการรีโนเวทห้องพักครั้งใหญ่ไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง จึงการันตีได้เลยว่าการเข้าพักในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำของเราจนอยากจะมาแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้ไปตามรอยกัน


เอาเป็นว่า ถ้าอยากรู้ว่าโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ จะหรูหราน่ามาพักผ่อนแค่ไหน ตามไปชมกันได้ในรีวิวนี้เลยดีกว่า ^^


จองห้องพัก Conrad Bangkok ราคาพิเศษได้ที่นี่

เปรียบเทียบราคาจาก Agoda

เปรียบเทียบราคาจาก Booking

เปรียบเทียบราคาจาก Klook



คอนราดก็คือคอนราด ที่แค่ได้ยินชื่อก็การันตีถึงความหรูหราได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นโรงแรมในกลุ่ม Luxury ระดับบนจากเครือฮิลตัน ประเทศอเมริกา ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆ คอนราดถือได้ว่าเป็นแบรนด์โรงแรมที่เกิดจากรุ่นลูก (ก่อตั้งโดย Barron Hilton) ที่ได้นำชื่อของผู้เป็นพ่อ นั้นคือ Conrad Hilton ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มโรงแรม Hilton มาตั้งเป็นชื่อโรงแรม โดยวาง Position ให้เป็นแบรนด์ระดับหรูหราจับกลุ่มคนทันสมัยและนักเดินทาง โดยตั้งอยู่ในทำเลทองตามหัวเมืองใหญ่หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั่วโลก


ในปัจจุบัน แบรนด์คอนราดนั้นมีอยู่แค่เพียง 40 แห่งใน 5 ทวีปทั่วโลกเท่านั้น (ข้อมูล ณ ปี 2021) ถือว่าพิเศษมาก ซึ่งในประเทศไทยเองก็มีโรงแรมคอนราดอยู่ถึง 2 แห่งด้วยกัน คือ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ ย่านธุรกิจใจกลางเมือง และโรงแรมคอนราด เกาะสมุย อีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางและเมืองพักผ่อนระดับโลกบนเกาะสวรรค์ใจกลางอ่าวไทย


โดยการเดินทางมายังโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ นั้นถ้าสะดวกสุดก็แนะนำให้ขับรถมาเอง เพราะโรงแรมตั้งอยู่อยู่ภายในกลุ่มอาคาร All Season Place ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุ หรือถ้ามารถไฟฟ้า BTS ก็ลงสถานีเพลินจิต และนั่งรถเวียนของทางโรงแรมที่ให้บริการฟรีมาได้เช่นกัน จอดส่งถึงบริเวณหน้า Lobby โรงแรมเลย



เมื่อเข้ามาถึงล็อบบี้จะพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะอย่างที่บอกไปว่าทางโรงแรมนั้นเพิ่งผ่านการรีโนเวทไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมากับสไตล์ Contemporary Design ดูเรียบง่ายแต่หรูหราร่วมสมัย แฝงไว้ซึ่งความเป็นไทยด้วยลวดลายภาพนูนต่ำเล่นกับแสงและพื้นผิว รวมถึงการออกแบบกำแพงที่ดูราวกับเป็นบานหน้าต่างของบ้านเรือนไทยโบราณ แต่ยังแฝงเอาไว้ด้วยความหรูราด้วยพื้นหินอ่อนมันวับในโทนสีของแบรนด์สมกับการเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว


และเนื่องจากช่วงนี้ยังเป็นช่วงโควิด ตามเคาท์เตอร์จึงมีฉากกั้นในระหว่างพนักงานและแขกเพื่อเพิ่มความมั่นใจตามมาตรฐาน Hilton Clean Stay การเช็คอินก็ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับ Key Card สำหรับขึ้นห้องพักมาเรียบร้อย ส่วนใครที่เป็นสมาชิก Hilton Honors ก็อย่าลืมแจ้งเจ้าหน้าที่กันตอนเช็คอินจะได้สะสม point กัน


ล็อบบี้ของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ


Room Type


ห้องพักของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 391 ห้อง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น

  • ห้องดีลักซ์ (ขนาด 41 ตารางเมตร)

  • ห้องดีลักซ์ คอร์เนอร์ (ขนาด 53 ตารางเมตร)

  • ห้องพรีเมี่ยม (ขนาด 41 ตารางเมตร)

  • ห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟ (ขนาด 41 ตารางเมตร)

  • ห้องแกรนด์ พรีเมี่ยม (ขนาด 53 ตารางเมตร)

  • ห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟ สวีท (ขนาด 71/ 90 ตารางเมตร)

  • ห้องเทอเรส สวีท (ขนาด 71 ตารางเมตร)

  • ห้องคอนราด สวีท (ขนาด 114 ตารางเมตร)

  • ห้องคอนราด พรีเมี่ยม สวีท (ขนาด 114 ตารางเมตร)

  • ห้องเพรสซิเดนท์เชียล สวีท (ขนาด 238 ตารางเมตร)


ห้องพักทุกประเภทของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ มาพร้อมกับอ่างแช่น้ำทั้งหมด ไม่ว่าจะจองแบบไหนก็มีอ่างมาด้วยแน่นอน ส่วนห้องระดับ Executive และ Suite ขึ้นไปจะมาพร้อมกับสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการ Executive Lounge ที่บริการอาหารเช้า ชุดน้ำชายามบ่าย และอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มในตอนเย็น


ทางเดินระหว่างห้องพัก

ซิล Hilton Clean Stay ที่ติดไว้บริเวณประตูก่อนที่แขกจะเข้าพัก


Grand Premium King


ห้องพักของเราในครั้งนี้เป็นแบบแกรนด์ พรีเมี่ยม คิง (Grand Premium King) ขนาด 53 ตารางเมตร ซึ่งเป็นห้องพักที่ตั้งอยู่บริเวณช่วงโค้งตรงมุมของอาคารระหว่างชั้น 21-27 ซึ่งแม้จะไม่ใช่ห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่เราว่ามีพื้นที่ใช้สอยที่ดีพอสมควรเลย แถมยังเป็นหนึ่งในห้องพักที่ค่อนข้าง Popular ของทางโรงแรม เพราะอยู่ในช่วงระดับกลางๆ ระหว่างห้องเริ่มต้น ก่อนไปถึงห้องพักขนาดใหญ่


และ Room Type ของเราก็เป็นห้องพักที่ได้ผ่านการรีโนเวทมาแล้วเรียบร้อย (จะมีบาง Room Type ที่ยังไม่รีโนเวท) ดูสวยงามทันสมัยน่าพักผ่อนเป็นอย่างมาก ตกแต่งในสไตล์ Contemporary Luxury หรูหราร่วมสมัย ข้าวของเครื่องใช้และวัสดุต่างๆ ภายในห้องพักดู High-end สมกับความเป็นคอนราด พร้อมเตียงนอนดูดวิญญาณที่หลับสบายเต็มอิ่มมาก รู้เลยว่าทางโรงแรมเค้าใช้ของดีจริงๆ


อีกหนึ่งความประทับใจคือเมื่อเราเดินเข้ามาในห้องพักครั้งแรก ม่านบังแดดจะค่อยๆ เลื่อนเปิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เหมือนสร้างความว้าวกับวิวภายนอกที่จะค่อยๆ เปิดลุ้นให้เราได้เห็นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ บนเตียงจะมีตุ๊กตาช้างสุดน่ารักตั้งเอาไว้ให้กับแขกที่มาพักด้วย รู้สึกว่าทางโรงแรมจะมีอยู่หลายสีด้วยกัน ก็ต้องลุ้นกันเอาว่าใครจะได้สีอะไร หรือถ้าอยากได้ครบเซ็ตเห็นทีต้องมาพักหลายๆ ครั้งจนสะสมให้ครบกันไปเลย


ห้องพักแบบ Grand Premium King

อ่างแช่น้ำพร้อมหน้าต่างไม้ที่สามารถเปิดชมวิวได้


ภายในห้องพักแยกเป็นสัดส่วน โดยพื้นที่ตรงกลางห้องจะเป็นส่วนของเตียงนอน โต๊ะทำงาน ทีวีขนาด 47 นิ้ว และโซฟา มีห้องเก็บสัมภาระและตู้เสื้อผ้าแยกออกมา รวมทั้งพื้นที่ของห้องน้ำ ที่มีทั้งส่วนเปียกและส่วนแห้ง แต่ที่ชอบมากคืออ่างแช่น้ำที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างไม้ สามารถเปิดออกเพื่อชมวิวของกรุงเทพระหว่างแช่น้ำได้ด้วย แถมสุขภัณฑ์ยังใช้แบบของญี่ปุ่นที่เป็นชักโครกอัตโนมัติ


พวกปลั๊กไฟต่างๆ ใช้แบบรุ่นใหม่มีหัว USB พร้อมสำหรับนักเดินทางและคนทำงาน ติดตั้งครบบริเวณโคมไฟหัวนอนทั้ง 2 ฝั่ง และหัวปลั๊กบริเวณโต๊ะทำงาน ถ้าใครมา Workation ที่นี่บอกเลยว่าถูกใจแน่ๆ เพราะทางโรงแรมเค้าใช้เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพของเฮอร์แมนมิลเลอร์ (Herman Miller) รวมถึงยังมี IPTV ที่สามารถเชื่อมต่อ Chromecast ได้อีกด้วย ภายในห้องน้ำมีลำโพงที่เชื่อมต่อกับทีวีภายในห้อง เอาไว้เปิดฟังข่าวหรือเพลงขณะแช่น้ำได้เช่นกัน


ม่านบังแดดจะเลื่อนเปิดขึ้นเองอัตโนมัติเมื่อแขกเดินเข้าในห้องพักเป็นครั้งแรก

ตุ๊กตาช้างที่ตั้งรอต้อนรับอยู่บนเตียงนอน สามารถเอากลับบ้านได้ (สำหรับแขกที่เป็น Hilton Honors ระดับ Diamond หรือเข้าพักห้องประเภท Suite ขึ้นไป)

ปลั๊กและระบบควบคุมไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้องพักที่บริเวณหัวเตียง

โต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพของเฮอร์แมนมิลเลอร์

ห้องเก็บสัมภาระและตู้เสื้อผ้า

มินิบาร์


สำหรับห้องน้ำตกแต่งด้วยหินอ่อน ซึ่งส่วนตัวบอกเลยว่าชอบมาก เพราะดูดีสมกับมาตรฐานโรงแรม มีทั้งส่วนเปียกและส่วนแห้ง ประกอบไปด้วยอ่างล้างหน้า อ่างแช่น้ำ ห้องอาบน้ำพร้อมเรนชาวเวอร์ รวมถึงโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติแบบญี่ปุ่น ในห้องอาบน้ำใช้หัวก๊อกควบคุมแบบปรับอุณหภูมิ ใช้งานง่ายสะดวกสบาย ส่วนบริเวณอางแช่น้ำก็มีตุ๊กตาน้องช้างเอาไว้ให้เล่นขณะแช่น้ำอีกด้วย


อีกหนึ่งเรื่องที่ประทับใจคือความสะอาดภายในห้องพักและห้องน้ำ คือดูแลดีมาก ขัดทุกซอกทุกมุมแทบไม่มีคราบติดตามซอกหลืบเลย


ภายในห้องน้ำ

อีกหนึ่งมุมไฮไลท์ที่ใครๆ ก็ชอบแวะมาถ่ายภาพ

ห้องอาบน้ำ (ซ้าย) และโถสุขภัณฑ์แบบญี่ปุ่น (ขวา)

Breakfast in the Room


สำหรับมื้อเช้า ถ้าใครไม่อยากลงไปทานที่ห้องอาหาร ก็สามารถสั่งขึ้นมาทานที่ห้องพักได้เช่นกัน (มีค่าบริการเพิ่มเติม) ซึ่งทางโรงแรมจะจัดเตรียมเป็นโต๊ะอาหารขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงบนห้องพักกันเลย ชิวๆ ไม่ต้องรีบ ตื่นมาก็นั่งทานอาหารชมวิวสวยๆ กันได้จากริมหน้าต่าง โดยทางโรงแรมมีให้บริการหลากหลายชุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ชุด Continental Breakfast (อาหารฝรั่ง) เป็นพวกออมเลท ไส้กรอก เบค่อน แซลม่อนรมควัน ขนมปัง โยเกิร์ต

  • ชุด Chinese Breakfast (ชุดอาหารจีน) เป็นข้าวต้ม ปาท่องโก๋ ซาลาเปาและติ่มซำ

  • ชุด Japanese Breakfast (ชุดอาหารญี่ปุ่น) เป็นชุดเบนโต๊ะ ข้าวแซลม่อนเทอริยากิ พร้อมสลัด และซุปมิโสะ

  • ชุดอาหารไทย เป็นข้าวไข่เจียว เสิร์ฟพร้อมกับชุดข้าวเหนียวหมูปิ้ง

ใครชอบแบบไหนก็ลองสั่งกันมาได้เลย นอกจากจะได้ทานกันแบบส่วนตัวภายในห้องแล้ว เชื่อเลยว่าจะต้องได้ภาพสวยๆ เก๋ๆ เอาไว้ลงโซเชียวกลับไปด้วยแน่นอน


ชุด Continental Breakfast

ชุด Chinese Breakfast

ชุดอาหารไทย (ซ้าย) และชุด Japanese Breakfast (ขวา)

มุมเก๋ๆ บนเตียง

เลือกสั่งกันเอาไว้กันตั้งแต่ก่อนนอน และนำไปแขวนไว้ที่หน้าประตูห้อง


ส่วนมื้อเย็น ก็สามารถสั่งพวกเมนู Room Service ต่างๆ มาทานได้เช่นกัน (มีค่าบริการเพิ่มเติม) อย่างเราลองเมนูเบอร์เกอร์เนื้อ และสเต็กแซลม่อน รสชาติอร่อยถูกใจเลย


บรรยากาศกรุงเทพยามเย็นจากหน้าต่างห้องพัก


นอกเหนือจากห้องที่เราพักแล้ว อยากขอพาเพื่อนๆ ไปชมห้องพักอีก 2 ประเภทที่น่าสนใจกันด้วยดีกว่า เผื่อเป็นข้อมูลและตัวเลือกประกอบการตัดสินใจสำหรับใครที่ดูจบแล้วอยากจะจองไปพักที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ


โดยห้องแรกที่จะพาไปชมเป็นห้องแบบ Premium Room ขนาด 41 ตารางเมตร ที่อยู่ระหว่างชั้น 21-26 หรือถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ห้องพักประเภทนี้ก็คือห้องเริ่มต้นแบบเดียวกันกับห้อง Deluxe นั่นแหละ แต่เป็นห้อง Deluxe ที่ผ่านการรีโนเวทเป็นรูปโฉมใหม่แล้วจึงจะใช้ชื่อเรียกว่าห้อง Premium ส่วนห้องที่ยังไม่รีโนเวทก็จะยังใช้ชื่อ Deluxe เหมือนเดิมอยู่


ดังนั้นขนาดพื้นที่และเลย์เอาท์ต่างๆ ระหว่างห้อง Premium และห้อง Deluxe จึงเหมือนกันแทบทุกประการ ต่างกันแค่เพียงห้อง Premium ได้รับการรีโนเวทใหม่สวยงาม ดูทันสมัยน่าพักยิ่งขึ้นนั่นเอง โดยภายในห้องเมื่อเข้ามาก็จะพบกันพื้นที่วางสัมภาระ และก็ประตูเข้าห้องน้ำที่มีแยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง รวมทั้งอ่างแช่น้ำ ส่วนภายในห้องพักจะมีเตียงนอน โต๊ะทำงาน ทีวีขนาด 42 นิ้ว และก็โซฟานั่งเล่นริมกระจก เรียกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีครบครันไม่ต่างจากห้อง Type อื่นๆ เลย


ห้องพักแบบ Premium Room

อ่างแช่น้ำของห้องพักแบบ Premium Room


ต่อมาคือห้องพักแบบ Executive Suite ขนาด 71/ 90 ตารางเมตร ที่ตั้งอยู่ระหว่างชั้น 30-32 ถือว่าเป็นห้องพักที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเลยทีเดียว สำหรับ Room Type นี้จะยังเป็นห้องพักที่ยังไม่ได้รีโนเวท แต่แน่นอนว่าด้วยมาตรฐานของคอนราด ยังไงภายในห้องก็ยังดูสมบูรณ์สวยงาม น่ามาพักผ่อนเช่นกัน


โดยพื้นที่ใช้สอยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 ห้อง คือห้องแรกเมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น โต๊ะทำงาน และมินิบาร์พร้อมเครื่องชงกาแฟ Nespresso ส่วนถัดมาจะเป็นส่วนของห้องนอนที่มีพื้นที่กว้างที่สุด และสุดท้ายคือส่วนของห้องน้ำที่ตั้งอยู่ภายในห้องนอน แน่นอนว่ามีการแยกส่วนเปียกและส่วนแห้งชัดเจนเหมือนกับห้องประเภทอื่นๆ แต่ว่าพื้นที่หน้าต่างไม้ภายในห้องน้ำของห้อง Executive Suite จะค่อนข้างกว้างขวางกว่าห้องอื่นๆ สามาถเปิดชมวิวภายนอกได้กว้างเต็มตากว่า


ห้องนอนของ Executive Suite

ห้องน้ำของ Executive Suite


Facility


พื้นที่ส่วนกลางของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย

  • Swimming Pool

  • BodyWorx Fitness Center

  • Season Spa

  • สนามเทนนิส 2 สนาม

  • ส่วนหย่อม

โรงแรมหรูใจกลางเมืองแห่งนี้มาพร้อมกับพื้นที่สวนหย่อม และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ใจกลางกลุ่มอาคาร All Season Place ที่ใครจะไปคิดเล่าว่าบนถนนวิทยุจะมีบรรยากาศของสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่แอบซ่อนอยู่ จนให้รู้สึกไม่ต่างกับการมาพักที่รีสอร์ทเลยทีเดียว


โดยสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางทั้งหมดตั้งอยู่บริเวณชั้นเดียวกันหมดเลยไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส สระว่ายน้ำ ส่วนหย่อม สนามเทนนิส และสปา เพราะเหมือนกับเป็นที่ว่างตรงกลางที่เชื่อมระหว่างกลุ่มตึกต่างๆ จึงเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่าคอนกรีตแห่งนี้



Swimming Pool


สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างอาคาร กว้างขวางมาก สามารถว่ายน้ำไปกลับได้สบายเลย มีทั้งส่วนของสระใหญ่ และบ่อจากุซซี่เอาไว้นอนแช่น้ำชิวๆ


มุมอาบแดดก็มี

บ่อจากุซซี่


BodyWorx Fitness Center


ฟิตเนสแบบมาตรฐาน พร้อมด้วยอุปกรณ์เพื่อการออกกำลังกายครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องแอโรบิค คลาสโยคะ บ็อกซิ่ง-แอบส์ สเต็ป และบอดี้เวท รวมถึงห้องอบซาวน่า และห้องอบไอน้ำ



Seasons Spa


ซีซั่นส์ สปา ห้องสปาสุดหรูของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ที่มีห้องทรีทเมนท์แบบส่วนตัวให้บริการทั้งหมด 11 ห้อง พร้อมด้วยห้องอบไอน้ำและห้องน้ำส่วนตัวภายในห้องทรีทเมนต์ โดยชื่อห้องของที่นี่จะตั้งชื่อตามพันธุ์ของดอกบัวแต่ละชนิด เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00-20.00 น.


สำหรับคอร์สทรีทเมนต์ของเราเป็นแบบนวดน้ำมันอโรม่าผ่อนคลาย ภายในห้องทรีทเมนต์เป็นห้องส่วนตัวสำหรับ 2 คน พร้อมด้วยอ่างไม้ขนาดใหญ่ที่สวยงามน่าแช่มากๆ โดยผลิตภัณฑ์ภายในซีซั่นส์ สปา ใช้ของพรีเมี่ยมนำเข้าจากประเทศอังกฤษอย่าง Aromatherapy Associates


ส่วนหลังจบทรีทเมนต์ทางเทอราพิสจะพาไปนั่งในห้องพักผ่อนพร้อมบริการเครื่องดื่มร้อน และบริกาประคบร้อนที่บ่าเป็นการปิดท้าย


ภายในห้องทรีทเมนต์

ห้องน้ำและห้องอาบน้ำส่วนตัวภายในห้องทรีทเมนต์

ประคบร้อนที่บ่าปิดท้าย พร้อมด้วยเครื่องดื่มและคุกกี้


Restaurant


ห้องอาหารและบาร์ของโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย

  • Café@2

  • City Terrace - Pool Restaurant

  • DELI by Conrad

  • Diplomat Bar

  • Liu

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทางโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ จึงเปิดให้บริการเพียง 2 ห้องอาหารเท่านั้น คือ ห้องอาหารจีน Liu และ Diplomat Bar ที่บริเวณล็อบบี้โรงแรม (เปิด 1 พ.ย. 64)



Liu


เรียกได้ว่าเป็นห้องอาหารที่หน้าเป็นตาของทางโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้กับห้องอาหารจีนหลิว โดยเชฟแอนดี้ ฟุง ภายในห้องอาหารตกแต่งในสไตล์จีนด้วยโทนสีแดงและทองเป็นมงคล มีทั้งที่นั่งแบบรวม และห้องแบบส่วนตัวสำหรับใครที่อยากทานอาหารแบบไพรเวท หรือมาพูดคุยเจรจาธุรกิจ


บอกเลยว่าอาหารจีนของหลิวนั้นดีงามสมคำล่ำลือมากๆ หลังจากได้ลองชิมแล้วติดใจหลายเมนูจนอยากจะกลับไปทานอีกเลย โดยทางห้องอาหารเปิดให้บริการทั้งบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำแบบ A la Carte ตั้งแต่เวลา 18.00-21.00 น. แต่ถ้าใครจะมาแนะนำว่าโทรจองโต๊ะกันก่อนดีกว่าที่ 02-690-9255 พร้อมตรวจสอบเมนูกันได้ที่เว็บไซต์ www.liurestaurant.com


บรรยากาศภายในห้องอาหารหลิว


All-You-Can-Eat Dim Sum


บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อเที่ยงของทางห้องอาหารหลิวเป็นอะไรที่อยากแนะนำมากๆ คือคุ้มจริงๆ กับเมนูติ่มซำนานาชนิดกว่า 30 เมนู รวมถึงเมนูพิเศษและของหวานอีก 5 อย่าง ที่สามารถสั่งได้ไม่อั้น มีให้เลือกหลากหลายในราคาแค่เพียง 920++ บาท (วันธรรมดา) และ 1,180++ บาท (วันเสาร์-อาทิตย์) คือราคาขายปกติของที่นี่ก็เข่งละร้อยกว่าบาทแล้ว วัตถุดิบดีงาม รสชาติอร่อย คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไง อย่างที่ได้ลองก็ชอบหลายเมนูเลย ไม่ว่าจะเป็นเมนูติ่มซำไฮไลท์อย่างพวก

  • ฮะเก๋าแป้งดีปลาหมึก (Squid Ink)

  • ขนมจีบกุ้งหน้าหอยเซลล์ แป้งบาง เนื้อหอยเซลล์ เนื้อกุ้ง มาเต็มเน้นๆ

  • ซาลาเปาชาโคลลาวาไข่เค็ม ที่ไส้เยิ้มทะลักอร่อยมาก

  • เสี่ยวหลงเปา

หรือถ้ายังไม่หนำใจ ก็สามารถสั่งเมนู A la Carte เพิ่มเติมได้เช่นกัน (ชำระเพิ่มเติม) แต่เมนูที่แนะนำเลยว่าต้องสั่งคือ หมูกรอบ ดีงามมาก ขนาดตั้งทิ้งเอาไว้นานยังกรอบอร่อยอยู่เลย และอีกเมนูที่ควรสั่งคือเป็ดปักกิ่งสไตล์ฮ่องกง


ราคา All-You-Can-Eat Dim Sum

มื้อกลางวัน จันทร์ – ศุกร์ ราคาสุทธิ 1,083 บาทสุทธิ ต่อท่าน (920 ++บาท)

มื้อกลางวัน เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคา 1,389 บาทสุทธิ ต่อท่าน (1,180++บาท)


All-You-Can-Eat Dim Sum จัดเต็ม ทานสนุกมาก สั่งมาเต็มโต๊ะเลย

ซาลาเปาชาโคลลาวาไข่เค็ม (ล่างสุด)

ขนมจีบกุ้งหน้าหอยเซลล์ (บน) และฮะเก๋าแป้งดีปลาหมึก (ล่าง)

ทาร์ตไข่นมสดสไตล์โปรตุเกส

เป็ดปักกิ่งม้วนและซี่โครงหมูบาร์บีคิว