• On The Jet Plane

[รีวิว] The Apurva Kempinski Bali โรงแรมหรูติดทะเลสุดอลังการแห่งหาด Nusa Dua เกาะบาหลี อินโดนีเซีย



รีวิว The Apurva Kempinski Bali โรงแรมหรูติดทะเลสุดอลังการแห่งหาด Nusa Dua เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย


ลืมบรรยากาศของนาขั้นบันไดที่ย่าน Ubud กันไปได้เลย เพราะเราจะพาเพื่อนๆ ไปชมนาขั้นบันไดสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับวิวมหาสมุทรอินเดีย และการออกแบบสุดตระการตากันที่โรงแรม The Apurva Kempinski Bali (ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี) โรงแรมหรูจากเชนรีสอร์ทระดับโลกแห่งล่าสุดของหาด Nusa Dua (นูซาดัว) ที่บอกเลยว่าปังมาก เป็นหนึ่งใน A Must Stay in Bali สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักเพื่อมาเติมเต็มวันพักผ่อนดีๆ ในบาหลีจริงๆ


ถ้าอยากรู้ว่าโรงแรมดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี จะสวยงามน่ามาพักผ่อนมากแค่ไหน ตามรอยไปด้วยกันกับเราในรีวิวนี้เลยดีกว่า ^^


หมายเหตุ: ภาพในรีวิวทั้งหมดถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ

 

จองห้องพัก The Apurva Kempinski Bali ราคาพิเศษได้ที่นี่

เปรียบเทียบราคาจาก Agoda


“ตรงปก” คือนิยามสั้นๆ ที่เราขอยกให้กับโรงแรม The Apurva Kempinski Bali เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนโรงแรมแห่งนี้ก็สวยงาม และอลังการเหมือนกับภาพถ่ายที่เคยเห็นในเว็บไซต์ก่อนจะเดินทางมาจริงๆ เรียกว่าภาพถ่ายสวยยังไงของจริงก็สวยและแกรนด์ตรงปกแบบในภาพ โดยไม่ต้องเล่นมุมกล้องช่วยเลย


The Apurva Kempinski Bali ถือเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว จากแบรนด์เคมปินสกี ที่เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2019 และถือเป็นโรงแรมเคมปินสกีแห่งที่ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ได้รับการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์จากศิลปะชวาโบราณของอาณาจักร Majapahit พร้อมได้รับการตั้งชื่อเก๋ๆ ด้วยคำในภาษาสันสกฤตว่า “Apurva” ที่มีความหมายว่า “งดงามอย่างมีเอกลักษณ์” เพื่อบ่งบองถึงการออกแบบของโรงแรมที่มีความสวยงามโดดเด่นไม่เหมือนใครนั่นเอง


โดยตัวอาคารหลักนั้นได้แนวคิดในการออกแบบมาจากนาขั้นบันไดของบาหลี ในรูปแบบของตัวอาคารที่ค่อยๆ ลดหลั่นความสูงกันลงมาเป็นขั้นๆ พร้อมกับน้ำตกและทางน้ำที่เปรียบเสมือนกับคลองชลประทานสำหรับการเกษตรของนาขั้นบันไดที่ดูสวยงามร่วมสมัย ส่วนบันไดทางเดินที่ทอดยาวตั้งแต่ล็อบบี้ลงไปจนถึงพื้นเบื้องล่างจำนวน 250 ขั้น นั่นได้แรงบันดาลใจมาจากทางเดินของวัด Besakih Temple วัดชื่อดังที่เป็นดั่ง Iconic Landmark แห่งเกาะบาหลี


รู้หรือไม่ Kempinski เป็นแบรนด์โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดจากทวีปยุโรปที่นำเสนอการบริการอันหรูหราในแบบฉบับดั้งเดิม โดยมีต้นกำเนิดในประเทศเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ. 1897 และเพิ่งมีการฉลองในโอกาสครบรอบ 125 ปี ไปเมื่อปี 2022 นี่เอง



สำหรับการเดินทางมายังโรงแรมนั้นใช้เวลาเดินทางจากท่าอากาศยาน Ngurah Rai International Airport ผ่านทางด่วน Bali Mandara Toll Road (ค่าทางด่วน 13,000 IDR) เพียงประมาณ 15 นาที ก็มาถึงยังโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี โรมแรมใหญ่ขนาด 475 ห้องพัก ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผาของย่าน Nusa Dua โซนชายหาดริมทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทขนาดใหญ่หลายแห่งบริเวณทางตอนใต้ของเกาะบาหลี ที่เน้นเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวแบบ Upmarket ด้วยบรรยากาศของเมืองตากอากาศที่หลุดออกมาจากความพลุกพล่านและจอแจในตัวเมืองบาหลี ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากถนนหนทางที่กว้างขวางและมีสภาพดีกว่าในย่านเมืองเก่า รวมถึงการจราจรบนท้องถนนที่รู้สึกได้ถึงความต่างอย่างชัดเจนว่า เอ๊าะ นี่เรายังอยู่ในบาหลีอยู่ไหม ?


ใช้เวลาไม่นานนักเราก็มองเห็นยอดอาคารที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ก่อนขับลอดอุโมงค์ต้นไม้เข้ามายังตัวโรงแรมที่ชวนให้รู้สึกว้าวได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น


ประตูทางเข้าโรงแรมเป็นซุ้มอุโมงค์ต้นไม้

Drop-Off Area


เมื่อเดินผ่าน Drop-Off Area เข้ามาจะพบกับบริเวณ Lobby ของโรงแรมที่มี Lady in Red หรือก็คือ Brand Ambassador ของทางกลุ่มโรงแรมเคมปินสกียืนรอต้อนรับอยู่ตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้า รวมถึงคอยสอบถามข้อมูลของแขกผู้มาเยือนเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเช็คอิน ซึ่งทางพนักงานจะสอบถามชื่อนามสกุลของเราเพื่อตรวจสอบใน ipad ก่อนพาไปยังจุดเช็คอินต่อไป โดยแขกที่พักห้อง Suite หรือ Villa ทางพนักงานก็จะนำทางพาไปเช็คอินที่ภายใน Club Lounge หรือภายในห้องพัก ส่วนถ้าเป็นห้องพักประเภทอื่นนอกเหนือจากนี้ก็สามารถเช็คอินที่บริเวณ Lobby แห่งนี้ได้เลย


สำหรับ Lady in Red นั้นเปรียบได้กับสัญลักษณ์แห่งการบริการของเคมปินสกี้ ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้มาเยือนผ่านการบริการอันหรูหราในแบบฉบับดั้งเดิมของยุโรป โดยชุดของเหล่า Lady in Red ในแต่ละแห่งนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละจุดหมายปลายทางที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบชุดยูนิฟอร์ม


ทางเดินสู่ Lobby

Lady in Red ในชุดสไตล์อินโดนีเซียยืนรอต้อนรับอยู่ที่บริเวณ Lobby


Lobby ของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี นั้นขอบอกเลยว่าดีงามสุดๆ แกรนด์แบบคุณสองไปเลย เพราะแกรนด์ทั้งในแง่ของความใหญ่โตโอ่อ่าของสถานที่ และแกรนด์ทั้งในเรื่องของวิวจาก Lobby ที่ชวนให้ตะลึงจนขอยกให้เป็นหนึ่งใน Lobby โรงแรมที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งที่เราเคยเจอมาเลย รวมถึงยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจอยากมาพักที่โรงแรมแห่งนี้อีกด้วย


โดยส่วนของ Lobby นั้นได้รับการออกแบบในแบบ Open-air เปิดโล่งตามสไตล์ของสถาปัตยกรรมชวาที่เรียกว่า Pendhapa คล้ายศาลา (ห้องโถง) ที่มีเสาสูงจากพื้นจรดเพดาน รวมถึงหลังคาทรงสูงขนาดใหญ่เล่นระดับนำสายตาไปสู่ท้องฟ้าด้านบน ชวนให้ประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา แต่เมื่อมองออกไปด้านนอกก็ต้องพบกับวิวที่ชวนตลึงยิ่งกว่า กับภาพของมหาสมุทรอินเดียและพื้นที่รีสอร์ทขนาดใหญ่เบื้องหน้า ราวกับว่าเรากำลังยืนอยู่ในเทวสถานโบราณแห่งสำคัญของเกาะบาหลีมากกว่าที่จะอยู่ในโรงแรมยังไงยังงั้น ตัวอาคารมีการเล่นระดับลงไปยังชายหาดเบื้องล่างคล้ายกับนาขั้นบันได ส่วนอาคารต่างๆ ก็ได้รับการออกอย่างมีเอกลักษณ์ สามารถวาง Landscape ได้เหมาะสมเข้ากับพื้นที่ สวยแบบให้ 100 เต็ม 100 ไปเลย


การตกแต่งในแบบศิลปะชวา

ที่นั่งบริเวณล็อบบี้

บริเวณพื้นที่เช็คอินภายในล็อบบี้

วิวจาก Lobby ของโรงแรม The Apurva Kempinski Bali มองเห็นตัวอาคารที่มีลักษณะคล้ายกับนาขั้นบันได

ที่นั่งด้านนอกของ Lobby Lounge

วิวอลังการมาก

มุมมองจากบน Lobby ไปยังเบื้องล่าง (ซ้าย) มุมมองจากด้านล่างไปยัง Lobby ด้านบน (ขวา)


Room Type


ห้องพักของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี มีทั้งหมด 475 ห้องด้วยกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 13 ประเภท ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อาคารทั้ง 3 แห่ง คืออาคารหลัก (ตัวโรงแรมหลักความสูง 15 ชั้น) อาคารฝั่งซ้าย และอาคารฝั่งขวา ได้แก่


Deluxe เป็นห้องพักเริ่มต้นที่มีจำนวน 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งในอาคารที่ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย และขวา ของพื้นที่โรงแรม

  • Grand Deluxe Room (65 ตารางเมตร)

  • Grand Deluxe Ocean Court Room (65 ตารางเมตร)

  • Grand Deluxe Lagoon Room (80 ตารางเมตร) ชั้นล่างสุด เป็นห้องแบบ Pool Access


Suite เป็นห้องพักประเภทสวีท ที่จะอยู่บริเวณตัวอาคารหลักที่ไล่ลดหลั่นกันลงมาคล้ายกับนาขั้นบันได สามารถแบ่งความต่างได้หลักๆ เป็น 2 ประเภท คือกลุ่ม Junior Suite ขนาด 100 ตารางเมตร และกลุ่ม Prestige Suite ขนาด 200 ตารางเมตร โดยห้องที่เป็น Ocean Front จะแยกออกไปอยู่ภายในอาคารฝั่งซ้าย และขวา แต่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าสุดใกล้ชายหาด

  • Cliff Private Pool Junior Suite (100 ตารางเมตร)

  • Cliff Private Pool Ocean Junior Suite (100 ตารางเมตร) ตำแหน่งอยู่ชั้นบน มองเห็นวิวมหาสมุทร

  • Ocean Front Private Pool Junior Suite (100 ตารางเมตร) ตำแหน่งอยู่ใกล้ทะเล มองเห็นวิวมหาสมุทร

  • The Apurva Prestige Suite (200 ตารางเมตร)

  • The Apurva Prestige Ocean Suite (200 ตารางเมตร) ตำแหน่งอยู่ชั้นบน มองเห็นวิวมหาสมุทร

โดยกลุ่มห้องพักประเภทสวีททั้งหมด จะสามารถเข้าใช้บริการ Cliff Lounge และ Cliff Lounge Pools หรือก็คือคลับเลาจน์ที่ตั้งอยู่บนชั้น 9 ของอาคารหลัก สามารถมองเห็นวิวมหาสมุทร ซึ่งสงวนสิทธิ์สำหรับแขกที่พักห้องสวีทเท่านั้น


Villa เป็นวิลล่าส่วนตัวที่จะตั้งอยู่ด้านหลังของอาคารหลัก คือจะมองไม่เห็นวิวทะเลเพราะโดนตัวอาคารหลักบังอยู่ แต่ว่าจะได้พื้นที่และความเป็นส่วนตัวมากกว่า

  • Singhasari One-Bedroom Villa (202 ตารางเมตร)

  • Sriwijaya Two-Bedroom Villa (195 ตารางเมตร)

  • Majapahit Three-Bedroom Villa (637 ตารางเมตร)

  • Nusantara Presidential Villa (1,379 ตารางเมตร) วิลล่าหลังใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี ที่จะตั้งอยู่ด้านหน้าสุดติดกับชายหาด พร้อมด้วยวิวมหาสมุทร มีพื้นที่ 2 ชั้น พร้อมด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัวทั้ง 2 ชั้น

โดยกลุ่มห้องพักประเภทวิลล่า จะสามารถเข้าใช้บริการ Villa Lounge หรือก็คือคลับเลาจน์ที่สงวนสิทธิ์สำหรับแขกที่พักวิลล่าเท่านั้น


บริเวณทางเข้าของกลุ่มห้องพักประเภทวิลล่า

ทางเดินไปยังลิฟท์เพื่อไปห้องพัก

กลุ่มห้องพักประเภทสวีท ที่ตั้งลดหลั่นความสูงกันมาคล้ายกับนาขั้นบันได


Cliff Private Pool Ocean Junior Suite


ในทริปนี้เราเลือกพักแบบ Cliff Private Pool Ocean Junior Suite ขนาด 100 ตารางเมตร และเป็นหนึ่งในประเภทห้องพักที่เราอยากแนะนำ เพราะตัวห้องพักนั้นตั้งอยู่บริเวณโซนด้านบนของอาคารหลัก จึงสามารถการันตีเลยว่าจะสามารถมองเห็นวิวมหาสมุทรพร้อมด้วยวิวสวนสวยๆ ในพื้นที่โรงแรม ส่วนพื้นที่ใช้สอยก็ถือว่ามีขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป พักกันได้สบายๆ สำหรับแขก 2-3 ท่าน


การตกแต่งส่วนใหญ่เป็นไม้ ดูอบอุ่นน่าพักและเสริมความ Luxury ให้กับห้องพัก โดยพื้นที่ภายในห้องสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ พื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นที่มาพร้อมกับกระจกบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานมองดูวิวทะเลได้เต็มตา ส่วนของพื้นที่ห้องเก็บเสื้อผ้า ส่วนของห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่แยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง อ่างล้างหน้า 2 อ่าง พร้อมด้วยอ่างแช่น้ำ และพื้นที่ของสระว่ายน้ำส่วนตัวที่ด้านนอกห้อง เปิดโล่งมองเห็นท้องฟ้าและทะเลได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีอะไรมาบัง


ภายในห้องพักมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง TV ตู้เย็น แต่ว่าไม่ได้มีการจัดมินิบาร์มาให้ เป็นแบบ on request พร้อมด้วยเครื่องทำกาแฟ Nespresso ภายในห้องพัก ส่วนปลั๊กไฟเป็นแบบ Universal และหัว USB ไม่ต้องกังวลหากลืมเอาหัวแปลงมาจากเมืองไทย และเนื่องจากว่าเรามาตรงในช่วงวันเกิด ทางโรงแรมจึงมีเค้กมา Surprise พร้อมด้วยการ์ดอวยพรจาก Lady in Red มาวางเอาไว้ให้ด้วย


นอกจากนี้ หมอนภายในห้องพักยังสามารถเลือกได้หลายประเภทมากๆ ซึ่งทางโรงแรมจะมีการส่ง Pre-arrival survey มาทางอีเมล์เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ ของเราก่อนการเข้าพัก รวมถึงประเภทหมอนตามความชอบของลูกค้าแต่ละท่าน


สระว่ายน้ำที่บริเวณ Balcony

ส่วนห้องนอนและโซฟานั่งเล่น

เตียงนอนหลับสบายมาก

วิวจากห้องพักแบบ Cliff Private Pool Ocean Junior Suite

เค้กวันเกิดและการ์ดจาก Lady in Red


ภายในห้องน้ำมีขนาดกว้างขวาง มาพร้อมกับอ่างล้างหน้าจำนวน 2 อ่าง อ่างแช่น้ำ ห้องอาบน้ำแบบเรนชาวเวอร์พร้อมหัวฉีดน้ำ และห้องน้ำที่ใช้โถสุขภัณฑ์อัตโนมัติแบบญี่ปุ่น


ห้องน้ำ

ห้องอาบน้ำ และห้องน้ำ

อ่างแช่น้ำ

ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ


อีกหนึ่งมุมที่ชอบมากๆ ภายในห้องพัก คือส่วนของ Balcony และสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอก เพราะวิวดีมาก น้ำใสน่ามานอนแช่ชิวๆ ชมวิวทะเลเบื้องหน้า


ห้องเก็บเสื้อผ้าและกระเป๋าเดินทาง พร้อมด้วยหมวกสานที่สามารถให้แขกหยิบนำกลับบ้านได้

เครื่องชงกาแฟ Nespresso

ทางเดินระหว่างห้องพัก


Cliff Lounge


ขอยกให้เป็นอีกหนึ่งความดีงามของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี กับคลับเลาจน์ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 9-10 ของอาคารหลักที่มาพร้อมกับ Cliff Pool และ Hydro Jet Pool ซึ่งถือเป็นสระว่ายน้ำส่วนกลางที่สูงที่สุดในโรงแรม วิวดีงามมาก และสงวนสิทธิ์การเข้าใช้บริการได้เฉพาะแขกที่พักห้องสวีทเท่านั้น จึงค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน และได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่อย่างทั่วถึง


โดยแขกที่พักห้องสวีท เมื่อเดินทางมาถึงโรงแรมและแจ้งชื่อกับ Lady in Red ที่รอต้อนรับอยู่บริเวณด้านหน้าล็อบบี้แล้ว จะถูกพามาเช็คอินที่บริเว Cliff Lounge แห่งนี้ได้เลย ส่วนการบริการของว่างและเครื่องดื่มต่างๆ ก็จะมีให้บริการตลอดทั้งวันระหว่างเวลา 06.30 - 21.00 น. แบ่งเป็น


  • All day refreshment เครื่องดื่ม Soft Drink และขนมจุกจิกตลอดทั้งวันตั้งแต่เวลา 06.30 - 21.00 น.

  • อาหารเช้าแบบุฟเฟ่ต์ ตั้งแต่เวลา 06.30 - 12.00 น. คือเปิดให้บริการถึงเที่ยงกันไปเลย ใครตื่นสายก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมาทานข้าวไม่ทัน (ห้องอาหารปกติที่ด้านล่างให้บริการอาหารเช้าถึงแค่ 10.30 น.)

  • Afternoon Tea บริการชาและของว่างยามบ่าย ตั้งแต่เวลา 15.00 - 17.00 น.

  • Evening Cocktail บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00 - 19.00 น. ที่ Pala Rooftop Bar ซึ่งสงวนสิทธ์ในการขึ้นไปใช้บริการสำหรับแขกที่พักห้องสวีทเท่านั้น ดีงามมาก


โดยพื้นที่ชั้น 9 นั้นเป็นส่วนของ Cliff Lounge รวมถึง Cliff Pool และ Hydro Jet Pool (เด็กอายุ 14 ปีขึ้นไป) และชั้น 10 เป็นพื้นที่ของส่วนให้บริการอาหาร ทั้ง อาหารเช้า และ Afternoon Tea


ภายใน Cliff Lounge ชั้น 9

บริเวณพื้นที่ Check-in ภายใน Cliff Lounge

Welcome Drink (ซ้าย)

วิวจากบนนี้สวยมาก

Cliff Pool

Hydro Jet Pool

Hydro Jet Pool พร้อมด้วยเครื่องพ่นน้ำแบบวารีบำบัด

สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มานั่งดื่มชิวๆ ได้ตลอดทั้งวันภายใน Cliff Lounge

บาร์ภายใน Cliff Lounge

Cliff Lounge ส่วน Outdoor


Afternoon Tea


บริการของว่างยามบ่ายภายใน Cliff Lounge ตั้งแต่เวลา 15.00 - 17.00 น. ที่มีขนมให้เลือกหลากหลายชนิดในลักษณ์ Self-service เดินเลือกตักได้เองตามอัธยาศัย มีทั้งขนมฝรั่งและขนมท้องถิ่นในสไตล์อินโดนีเซีย แต่ที่ค่อนข้างถูกปากหน่อยก็จะเป็นขนมฝรั่ง เช่น แซนวิสแซลม่อน รสชาติอร่อยเลย ส่วนสโคนดีนะ แต่ไม่ถึงกับปลื้มมากนักเพราะร่วนไปหน่อย


ไลน์อาหารภายใน Cliff Lounge บริเวณชั้น 10

สโคน 2 รสชาติ

ขนมแบบ Local


โซนที่นั่งด้านนอก


Breakfast


บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ภายใน Cliff Lounge ตั้งแต่เวลา 06.30 - 12.00 น. ทานกันได้แบบจุใจถึงเที่ยงกันไปเลย หรือตื่นสายก็ไม่ต้องห่วงมาทานทันแน่นอน สำหรับเรื่องไลน์อาหารนั้น ถ้าอยากได้ความหลากหลากแนะนำให้ไปใช้บริการห้องอาหารหลักของโรงแรมที่ห้อง Pala Restaurant ด้านล่าง แต่คนค่อนข้างแน่น หรืออาจจะต้องรอคิวในช่วงบางเวลา แต่ถ้าใครที่ชอบบรรยกาศสบายๆ และวิวสวยๆ ก็แนะนำนั่งทานใน Cliff Lounge แห่งนี้ได้เลย สะดวกกว่า


โดยมีทั้งส่วนไลน์บุฟเฟ่ต์ และส่วน A la carte ที่สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ เช่นพวกเมนูไข่ หรือเมนูพิเศษต่างๆ เช่น เมนูไข่ทรัฟเฟิล ที่หอมกลิ่นทริฟเฟิลมาก (แต่รสแค่อ่อนๆ) หรือเมนูโจ๊กไต้หวันใส่ฟัวกราที่รสชาติกลมกล่อมถูกใจมาก ส่วนที่ไปเดินตักได้เองก็มีทั้งเมนูฝรั่ง ผักสลัด พวกแซลม่อนรมควัน ซาลามี ชีส และเมนูอาหารแบบเอเชีย/อินโดนีเซีย อย่างพวกขนมจีบ ซูซิ ข้าว/หมี่กอเร็ง ก็คือไม่ได้เยอะละลานตา แต่ก็มากพอที่จะชิมได้หลากหลายอย่างไม่จำเจ



ไข่ทรัฟเฟิล

โคลคัทต่างๆ


สเตชั่นอาหารอินโดนีเซีย

เบเกอรี่แบบต่างๆ


Evening Cocktail at Pala Rooftop Bar


บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00 - 19.00 น. ที่ Pala Rooftop Bar ซึ่งเป็นส่วนชั้นดาดฟ้าของห้องอาหาร Pala Restaurant ซึ่งถือเป็นห้องอาหารหลักของทางโรงแรม ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่สวนภายในโรงแรม ล้อมรอบด้วยสระว่ายน้ำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยปกติแล้ว Pala Rooftop Bar นั้นเปิดให้บริการระหว่างเวลา 17.00 - 24.00 น. แต่สำหรับช่วงเวลา 17.00 - 19.00 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะขึ้นมานั่งรับลมชมวิวยามเย็นนั้น จะสงวนสิทธิ์การขึ้นไปใช้บริการสำหรับแขกที่พักห้องสวีทเท่านั้น ดีงามมาก


โดยให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิดได้ไม่อั้นตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม แต่ขอให้ลืมภาพของ Club Lounge ของบ้านเราที่มีทั้งของว่างและอาหารให้เลือกทานได้หลากหลายอย่างนะ เพราะที่นี่จะให้บริการของว่างแค่เพียงพวกถั่วและ Chip กับกับแกล้มคำเล็กๆ (Hors d’Oeuvres) เพียงแค่ 2-3 ชนิดเท่านั้น คือเสิร์ฟมาเป็นคำเล็กๆ จริงๆ สามารถสั่งได้เรื่อยๆ แต่ก็มีแค่นั้น คงเน้นให้มานั่งดื่ม Enjoy บรรยากาศดีๆ ยามเย็นมากกว่า แต่โดยรวมก็ถือว่าดีมาก เพราะเป็นจุดที่ดีและคนน้อย นั่งได้สบายๆ ชิวๆ


Pala Restaurant (ชั้นล่าง) และ Pala Rooftop Bar (ชั้นบน)

Pala Rooftop Bar ตั้งอยู่ใจกลางโรงแรม

ที่นั่งบน Pala Rooftop Bar

Bar เครื่องดื่ม

บรรยากาศดีมาก

เครื่องดื่มและกับแกล้ม (Hors d’Oeuvres)

เมนูเครื่องดื่ม

วิวยามเย็นจากบน Pala Rooftop Bar

ฟ้าสวยมาก เข้ากับความอลังของตัวอาคารหลัก


Facility


พื้นที่ส่วนกลางของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี นั้นมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่าเดินกันเหนื่อยเหมือนกัน (สามารถโทรเรียกรถกอล์ฟมารับได้) โดยมีสิ่งอำยวยความสะดวกต่างๆ ประกอบไปด้วย


  • Swimming Pool และ Kids Pool

  • Reef Beach Club

  • Beach

  • Jalak Family Club (Kids Club)

  • Gym

  • Spa

  • Chapel



Swimming Pool และ Kids Pool


สระว่ายน้ำหลักขนาด 60 เมตร ของทางโรงแรมขนาด ที่ตั้งอยู่ริมทะเล บรรยากาศดีน่ามาว่ายน้ำมาก มองเห็นวิวของชายหาดและทะเลเบื้องหน้าได้อย่างเต็มตา ส่วนด้านหลังก็เป็นวิวของตัวอาคารหลักที่ดูสวยงามมาก ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่มีแขกแวะเวียนมาถ่ายรูปตลอดทั้งวัน


อีกหนึ่งมุมมหาชนของโรงแรม (ขวา)

Reef Beach Club


ดีงามมาก เพราะเป็นโรงแรมที่มีบีชคลับขนาดใหญ่ในตัว มาพร้อมกับสระว่ายน้ำขนาด 42 เมตร ที่บริเวณริมชายหาด พร้อมด้วยเก้าอี้อาบแดดที่ตั้งเรียงรายโดยรอบ หันหน้าออกไปสู่ทะเล สามารถสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ หรืิออาหารจากห้องอาหาร Reef มาทานเล่นระหว่างนอนอาบแดดได้ตลอดทั้งวัน บรรยากาศดีสุดๆ



Beach


ชายหาดหน้าโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี นั้นตั้งอยู่บนหาด Nusa Dua ที่มีความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่านอย่างโซน Kuta และทรายค่อนข้างสีขาวสะอาดเพราะไม่ได้รับอิทธิพลจากเถ้าภูเขาไฟเหมือนชายหาดที่อยู่ทางตอนบนของเกาะเท่าไหร่นัก บรรยากาศดีมาก ชายหาดกว้าง ฟ้าสวย น้ำใส โดยชายหาดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถ้าใครตื่นเช้าก็สามารถมมาชมพระอาทิตย์ขึ้นได้จากชายหาดหน้าโรงแรม


เก้าอี้อาบแดดริมชายหาด

ชายหาดหน้าโรงแรม The Apurva Kempinski Bali


Jalak Family Club


สำหรับ Kids Club ของที่นี่จะเรียกว่า Family Club ที่ให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปดูแลคุณหนูๆ ได้ด้วย มีทั้งส่วน Indoor และ Outdoor พร้อมด้วยตารางกิจกรรมตลอดทั้งวัน (บางกิจกรรมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) รวมทั้งยังมีส่วนของสระเด็กที่ค่อข้างใหญ่มาก และมีสไลเดอร์ให้ด้วย ผู้ปกครองก็เล่นได้


เครื่องเล่นด้านนอก

รีสอร์ทใหญ่มาก จะไปไหนมาไหนถ้าไม่อยากเดินก็โทรเรียกรถเอา


Gym


ส่วนของ Fitness Center ก็ถือว่ากว้าวขวาง มีเครื่องเล่นให้ใช้พอสมควร แถมวิวดีอีกด้วยเพราะตั้งอยู่สูง ออกกำลังไปชมวิวทะเลเบื้่องหน้าไป นอกจากนี้ ภายในฟิตเนสยังมีส่วนของห้องซาวน่าและบ่อน้ำร้อน น้ำเย็น ให้บริการอีกด้วย ถูกใจมาก แช่น้ำร้อนพร้อมด้วยวิวทะเล บอกเลยว่าฟินสุดๆ


วิวจาก Fitness Center


Sauna


ภายในพื้นที่ของห้องแต่งตัวจะมีตู้ล็อกเกอร์แบบรหัสให้บริการ พร้อมด้วยส่วนของห้องซาวน่า และส่วนของบ่อน้ำร้อน และน้ำเย็น ที่ตั้งอยู่ในส่วน Outdoor ด้านนอก เปิดรับบรรยากาศสบายๆ จากลมทะเล พร้อมด้วยวิวสุดอลัง ออกกำลังกายเสร็จมาแช่น้ำชิวๆ แถมเจอวิวแบบนี้เข้าไป หายเหนื่อยเลย


บ่อน้ำร้อน น้ำเย็น

ห้องซาวน่า


Chapel


โบสถ์ริมทะเลสำหรับใครที่ต้องการมาจัดงานแต่งงานสุดโรแมนติกที่นี่ ออกแบบได้สวยงามเข้ากับพื้นที่ ภายในสามารถจุผู้ร่วมงานได้ประมาณ 100 คน



Restaurant


ห้องอาหารและบาร์ของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลีมีทั้งหมด 8 แห่งด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  • Pala Restaurant & Rooftop Bar ห้องอาหารหลักของโรงแรม และส่วนของรูฟท็อปบาร์

  • Koral Restaurant ห้องอาหารใน Aquarium แห่งแรกของบาหลี

  • Izakaya by OKU จากห้องอาหารญี่ปุ่น OKU ร้านดังที่อยู่ในเมืองจาการ์ต้า

  • Selasar Deli ร้านขนมและเบเกอร์รี่ที่อยู่ติดกับล็อบบี้โรงแรม

  • Reef Beach Club บีชคลับริมทะเลของทางโรงแรม พร้อมด้วยสระว่ายน้ำขนาด 42 เมตร กับเมนูง่ายๆ ทานเล่นได้ทั้งวัน

  • Kubu Pool Bar บาร์เครื่องดื่มริมสระว่ายน้ำหลักของโรงแรม

  • Bai Yun ห้องอาหารจีนแบบ Hot Pot

  • L’Atelier by Cyril Kongo บาร์เครื่องดื่มและซิกการ์แบบชิคๆ ที่เปิดให้บริการในช่วงเย็น จากศิลปิน Cyril Kongo

มุมทานข้าวและทาน Afternoon Tea แบบเก๋ๆ

Reef Beach Club


Koral


ห้องอาหาร Koral ถือเป็นอีกความดีงามของโรงแรม ดิ อาปุรวา เคมปินสกี บาหลี กับห้องอาหารใต้ Aquarium แห่งแรกในบาหลี ที่บอกเลยว่าห้ามพลาดจริงๆ คือจะเข้าพักที่นี่ หรือเป็นแขกแบบ Walk-in ก็สามารถแวะมาใช้บริการได้ทั้งคู่ แต่ควรจะทำการสำรองที่นั่งพร้อมชำระเงินมัดจำล่วงหน้าออนไลน์ก่อนเท่านั้น เพราะในบางช่วงเวลาอาจเต็ม โดยเปิดให้บริการเฉพาะมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ เท่านั้น พร้อมด้วยข้อจำกันในการให้บริการที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่โดยรวมเราก็ยังประทับใจและควรค่าแก่การมา


เรื่องการสำรองที่นั่งนั้นจะมีค่ามัดจำล่วงหน้า IDR 500,000 ต่อคน และมีข้อกำหนดว่าจะต้องมี Minimum Spend อยู่ที่คนละ IDR 950.000++ (++ ประมาณ 21%) ต่อคน รวมถึงไม่สามารถระบุโต๊ะที่ต้องการได้ ยกเว้นเลือกโต๊ะที่อยู่บริเวณอุโมงค์กระจก ซึ่งจะมีค่ามัดจำอยู่ที่ IDR 3,000,000++ ต่อโต๊ะ (แต่เราว่าไม่จำเป็น เพราะมีคนเดินผ่านตลอด) แต่ถ้าอยากได้โต๊ะติดกระจก แนะนำให้รีบตามเวลานัดเป็นคนแรกๆ ตั้งแต่ห้องอาหารเปิดให้บริการ เพราะทางห้องอาหารจะเลือกจัดโต๊ะริมกระจกให้แขกก่อน รวมถึงยังสามารถถ่ายภาพเล่นก่อนที่แขกคนอื่นๆ จะเข้ามาได้อีกด้วย เพราะปกติทางห้องอาหารเค้าอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เฉพาะบริเวณโต๊ะของตัวเองเท่านั้น


สำหรับอาหารที่ให้บริการนั้นจะเป็นแบบ Set Menu ซึ่งเราเลือกสั่งเป็นเมนู Experience ซึ่งเป็นเมนูแบบฝรั่ง 4 คอร์ส และเมนู Unity in Diversity ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งอินโดนีเซียออกมาผ่านเมนูอาหาร 4 คอร์ส โดยมีเมนูเรียกน้ำย่อย จำนวน 2 จาน เมนูจานหลัก 1 จาน และเมนูของหวานปิดท้ายอีก 1 จาน รสชาติดีมากทุกจาน แถมจัดจานสวยพร้อมมีลูกเล่นประกอบด้วย เรียกว่าสวยทั้งหน้าตาและรสชาติ โดยก่อนอาหารจะมีชุดทานเล่นแถมให้เพิ่มโต๊ะละ 1 ชุด และเมื่อทานเสร็จก็จะมีมีขนมช็อคโกแลตปิดท้ายให้อีกโต๊ะละ 1 ชุดเช่นกัน

โดยระหว่างการรับประทานอาหารเราก็สามารถชมน้องปลาที่แหวกว่ายอยู่ภายใน Aquarium พร้อมด้วยคู่มือสำหรับการดูปลาที่วางเอาไว้ให้ที่ข้างโต๊ะอาหาร รวมถึงจะมีนักประดาน้ำลงมาให้อาหารปลาเพราะแวะทักทายแขกที่มาใช้บริการในแต่ละโต๊ะอีกด้วย


เวลาให้บริการ

มื้อกลางวัน 12:00 - 15:00 น.

มื้อค่ำ 17:30 - 22:30 น. เมนูอาหาร >> Menu


ข้อจำกัด

การแต่งกาย Smart Casual

การถ่ายภาพ ได้เฉพาะบริเวณโต๊ะตัวเอง

โต๊ะ ไม่สามารถระบุที่นั่งได้ / คิวที่จองจะถูกปล่อยหลังเลยเวลา 15 นาที

Minimum Spend IDR 950.000++ (21%) / ท่าน (ผู้ใหญ่) คืนเงินไม่ได้

Minimum Spend สำหรับโต๊ะบริเวณอุโมงค์กระจก 3,000,000++ (21%) / โต๊ะ (2 ท่าน) คืนเงินไม่ได้

ระยะเวลารับประทานอาหาร 1.5 ชั่วโมง


ที่นั่งภายในห้องอาหาร Koral

บรรยากาศดี และอาหารน่าทานมาก