• On The Jet Plane

พาไปดู 15 กิจกรรมต้องทำในไอซ์แลนด์ ไม่ควรพลาด!



พาไปดู 15 กิจกรรม ต้องทำในไอซ์แลนด์


จองตั๋วเครื่องบินไปไอซ์แลนด์กันดีกว่า เพราะตอนนี้หากใครมีวีซ่าอยู่แล้ว ก็สามารถบินไปไอซ์แลนด์ได้ โดยสามารถไปเช็คมาตรการสนามบินกันได้ที่นี่เลย > คลิกไอซ์แลนด์ (Iceland) ดินแดนน้ำแข็ง ตั้งอยู่ระหว่างกรีนแลนด์กับสแกนดิเนเวีย มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างน้อย เป็นหนึ่งในประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่บนเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในยุโรปเหนือ ระหว่างกรีนแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร มีเมืองหลวงชื่อ “Reykjavik” (เรคยาวิก) ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดในโลก และ ประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่สะอาดที่สุดในโลกอีกด้วย

ไอซ์แลนด์เป็นดินแดนที่มีความสวยงามและเต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลาย และมีกิจกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจของดินแดนใกล้ขั้วโลกเหนือให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานตื่นตาตื่นใจ ว่าแล้วก็ “พาไปดู 15 กิจกรรม ต้องทำในไอซ์แลนด์” กันเลยดีกว่า

ทางไปจองตั๋วเครื่องบินไปไอซ์แลนด์ กับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Reykjavik.RKV



1. เที่ยวชมเมืองเรคยาวิก

“เรคยาวิก” (Reykjavik) เป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสีสันของไอซ์แลนด์ อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั่วโลกเหนือมากที่สุด ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเซลท์ยานาร์เนส (Seltjarnarnes Peninsula) มีที่เที่ยวมากมายให้ได้เช็คอิน อย่างเช่น “โบสถ์ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” (Hallgrímskirkja) โบสถ์รูปทรงทันสมัยแปลกตา เป็นจุดชมทัศนียภาพของเมืองเรกยาวิกอันสวยงาม “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไอซ์แลนด์” (National Museum of Iceland) และ “พิพิธภัณฑ์ซากา” (Saga Museum) พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าถึงยุคไวกิงในอดีต “ฮาร์ปา” (Harpa) เป็นคอนเสิร์ทฮอลและศูนย์ประชุมสุดเดิร์น ตัวอาคารรูปทรงเรขาคณิต ผนังกระจกสลับสี ตั้งโดดเด่นอยู่ริมมหาสมุทร



2. สำรวจอุทยานแห่งชาติสแนเฟลส์


อุทยานแห่งชาติสแนเฟลส์ (Snaefells National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไอซ์แลนด์ และเป็น 1 ใน 3 อุทยานห้ามพลาดของไอร์แลนด์ ตั้งอยู่ปลายสุดของคาบสมุทรสแนฟเฟิ่ลเนสส์ (Snæfellsnes Peninsula) ห่างจากเมืองเรคยาวิก (Reykjavik) ประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อตั้งเมื่อปี 2001 เพื่อปกป้องผืนป่า รวมไปถึงโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ นับเป็นอุทยานแห่งเดียวในไอซ์แลนด์ที่ทอดยาวไปในทะเล มีหน้าผาและโขดหินบะซอลต์รูปทรงแปลกตามากมาย มีเส้นทางเดินป่าสุดสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดสัตว์ป่า และธรรมชาติแบบสุดๆ ด้วยทัศนียภาพที่หลากหลาย มีทั้งชายหาด น้ำตก และปล่องภูเขาไฟ (Snaefellsjokull) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในไอซ์แลนด์



3. ดูนกที่ฮอร์นสตรานเดอร์


เขตอนุรักษ์ธรรมชาติฮอร์นสตรานเดอร์ (Hornstrandir Nature Reserve) ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเวสท์ฟยอร์ด (Westfjords ) มีธรรมชาติงดงามตระการตา นักท่องเที่ยวจะได้ไปชมชีวิตสัตว์ป่าในฮอร์นสตรานดิร์แบบใกล้ชิด เปฺ็นจุดหมายปลายทางของนักผจญภัยผู้รักความท้าทาย ด้วยเส้นทางอันยากลำบากไปตามหินผาสูงชัน ปลายสุดทางตอนเหนือของอุทยานฯ มีหน้าผาริมทะเล “ฮอร์นบิจาร์ก” (Hornbjarg) ซึ่งอยู่เหนือเกลียวคลิ่นด้านล่าง 400 เมตร ที่นี่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านการดูนก มีนกกว่า 30 สายพันธุ์มาทำรังตลอดฤดูร้อน แต่ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือนกคิตติเวก (Kittiwakes)



4. ถ่ายภาพสวยๆ ที่ธารน้ำแข็งโจกุลซาลอน


ธารน้ำแข็งโจกุลซาลอน (Jakulsaelon) ตั้งอยู่ระหว่างอุทยานแห่งชาติสเกฟตาลเฟลล์ (SKeftalfell National Park) และเมืองฮอฟน์ (Hofn) เป็นทะเลสาบน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และลึกเป็นอันดับ 2 ของไอซ์แลนด์ ตื่นตากับความงดงามของธารน้ำแข็งก้อนใหญ่ พร้อมออกสำรวจส่วนที่เรียกกันว่าเป็นลิ้นของธารน้ำแข็ง ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้มีการแตกหักและเปลี่ยนรูปทรงอยู่ตลอดเวลา เกิดเป็นรูปทรงน้ำแข็งที่สวยงาม หากโชคดีจะได้เห็นสิงโตทะเลมาเล่นน้ำอย่างเพลิดเพลิน รวมทัั้งแมวน้ำ และนกสายพันธุ์อื่นๆ และที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดัง “เจมส์บอนด์ 007” (James Bond 007) และ “แบทแมน” (Batman) และ “ทูมเรเดอร์” (Tomb Raider) ไฮไลท์ของที่นี่คือปรากฎการณ์แสงเหนือแห่งท้องฟ้ายามค่ำเหนือธารน้ำแข็งที่แสนอลังการ



5. ล่าแสงเหนือ


แสงเหนือ (Aurora Bolearis) อันสวยงามสุดมหัศจรรย์ของไอซ์แลนด์ มีความอลังการมากกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบนี้ เพราะที่ตั้งของไอซ์แลนด์อยู่ต่ำกว่าวงกลมอาร์กติกไม่มากนัก ทำให้มองเห็นแสงเหนือได้แบบกว้างไกลชัดเจนน่าประทับใจมาก โดยสามารถเห็นแสงเหนือได้มากถึง 8 เดือนต่อปี เริ่มประมาณเดือนกันยายนไปจนถึงเมษายนเลยทีเดียว จุดชมแสงเหนือห้ามพลาดอยู่ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ (North Iceland) และฟยอร์ดทางตะวันตก (Westfjord) ซึ่งแถบนี้จะมีช่วงกลางคืนยาวนานกว่า แถวชานเมืองของเมืองเรคยาวิก (Reykjavík) และอุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) ก็เป็นจุดล่าแสงเหนือยอดนิยมเช่นกัน



6. เยือนน้ำตกสโกกาฟอสส์


น้ำตกสโกกาฟอสส์ (Skogafoss Waterfall) เป็นน้ำตกซึ่งไหลมาจากแม่น้ำสโกก้า (Skoga River) ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสโคการ์ระหว่างเมืองเซลฟอส (Selfoss) กับเมืองสโคคาร์ฟอสส์ (Skogafoss) ในเขตซูทอร์แลนต์ (Suourland) ของไอซ์แลนด์ โดยตั้งอยู่ทางทิศใต้ของธารน้ำแข็งเอยาฟยาตลาเยอคุตล์ (Eyjafjallajokull Glacier) นับเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของไอซ์แลนด์ โดยมีความสูงราว 62 เมตร และเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไอซ์แลนด์อีกด้วย มุมถ่ายรูปยอดนิยมคือ ภาพของน้ำตกสโกกาฟอสส์ที่มีภูเขาไฟเอยาฟยาตลาเยอคุตล์ (Eyjajallajikull) โอบล้อม น้ำตกสโกกาฟอสส์สวยทุกฤดู และสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้โดยมีทางเดินด้านข้าง



7. ชมหาดทรายดำเรย์นิสฟยารา


“เรย์นิสฟยารา” (Reynisfjara Black Sand Beach) อยู่ไม่ไกลจากเมืองวิก (Vik) เมืองท่าเล็กๆ ทางใต้ของไอซ์แลนด์ เป็นหาดทรายดำที่โด่งดังสุดๆ ของไอซ์แลนด์ ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ของหาดที่ไม่ใช่ชายหาดเขตร้อนที่สวยที่สุดในโลก เมื่อปี 1991 ตลอดชายหาดจะเต็มไปด้วยกรวดสีดำสนิท ที่เกิดขึ้นจากการสึกกร่อนของหินลาวาและแนวหินบะซอลต์ ที่ถูกพัดพาไปสะสมตัวบริเวณชายหาด ด้านหน้าของหาดทรายดำแห่งนี้ยังมี “เรย์นิสดรังการ์” (Reynisdrangur) ซึ่งเป็นกลุ่มหินภูเขาไฟที่โผล่ขึ้นมาจากมหาสมุทรแอตแลนติกที่ถูกคลื่นซัดกัดกร่อนไปตามกาลเวลา กลายเป็นภาพสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนหาดทรายดำแห่งนี้



8. เที่ยวชมซากเครื่องบินตก


“Solheimasandur Plane Wreck” เป็นซากเครื่องบินรบของทหารเรือสหรัฐรุ่น Douglas Super DC-3 ที่เข้ามาสำรวจภูมิประเทศแถบนี้ เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน แล้วเครื่องยนต์เกิดขัดข้อง จึงตกลงบนชายหาดทรายดำที่โซลเฮมาซานตุร์ (Solheimasandur) ทางตอนใต้สุดของไอซแลนด์ แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต และรัฐบาลก็ไม่ได้มีการเก็บกู้ซาก กลับปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น จนกลายมาเป็นจุดปักหมุดอันแสนโด่งดัง ตั้งอยู่ระหว่างเมืองฮวาอลส์เวิลลุร์ (Hvolsvollur) และ เมืองวิค (Vík) ซึ่งปัจจุบันก็ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ แต่ก็กลายเป็นจุดถ่ายภาพสุดเท่ ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางไปตามชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์



9. เที่ยวน้ำพุร้อนกีเซอร์


น้ำพุร้อนกีเซอร์ (Geysir Hot Spring) น้ำพุร้อนที่โด่งดังที่สุดในไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในหุบเขาฮัวกาดาลู (Valley of Haukadalur) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ เป็นน้ำพุร้อนบ่อใหญ่แห่งเดียวที่ยังแอคทีฟอยู่ เกิดจากน้ำในโพรงหินใต้ดินได้รับความร้อนจากพลังงานใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือดก็ขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมาเป็นน้ำพุร้อน มีพลังพวยพุ่งสูงถึง 80 เมตร และปะทุขึ้นมาทุกๆ 5-10 นาที หรือไม่ก็ปะทุต่อเนื่องตลอดวันตลอดคืน นับเป็นปราฎการณ์ทางธรณีวิทยาที่พบได้เพียงไม่กี่แห่งในโลก น้ำพุร้อนกรีเซอร์เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม



10. ขี่สโนว์โมบิลตะลุยทุ่งน้ำแข็งเมียร์ดาลส์


ทุ่งน้ำแข็งเมียร์ดาลส์ (Myrdals Glacier) หรือ ธารน้ำแข็งแห่งหุบเขาไมร์ (Mire valley Glacier) เป็นดินแดนที่อยู่จุดสูงสุดของโลก บนภูเขาไฟคัทลา (Katla Volcano) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังปะทุมากที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ ที่ความสูงเกือบ 1,500 มีความกว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 ของธารน้ำแข็งทั้งหมดในไอซ์แลนด์ พื้นที่กว่า 596 ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยถ้ำน้ำแข็งสีสันสดใส อันเกิดจากการก่อตัวของหิมะที่ทับถมกันเป็นเวลานานหลายพันปี ที่มีความสวยงามราวกับอัญมณี กิจกรรมสุดประทับใจของที่นี่ คือการขับรถสโนว์โมบิลตะลุยฝ่าความหนาวยะเยือกของหิมะไปในทุ่งน้ำแข็งขนาดใหญ่



11. ชมวิวที่ภูเขาเคิร์กจูเฟล


ภูเขาเคิร์กจูเฟล (Kirkjufell Mountain) หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ที่เมืองกรุนดาร์ฟจอร์ดูร์ (Grundarfjordur) ทางฝั่งตะวันตกของไอซ์แลนด์ (West Iceland) หนึ่งในสถานที่ถ่ายภาพทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไอซ์แลนด์ ภูเขาคีร์กจูเฟลเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Church Mountain” หรือ “ภูเขาโบสถ์” นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เรียก “ภูเขาหมวกแม่มด” อันมาจากจากรูปทรงของภูเขาที่ดูคล้ายหมวกแม่มด ภูเขาลูกนี้มีความสูงประมาณ 463 เมตร เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามทั้งน้ำตกและทะเลสาบ เป็นสถานที่สุดฮิตของนักไต่เขา ที่นี่ยังเป็นจุดชมแสงเหนือสุดอลังการอีกด้วย


12. เที่ยวน้ำตกเดตตี้ฟอสส์


น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss Waterfall) เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังมากที่สุดของยุโรป ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล” (Vatnajokull National Park) อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ถือเป็นน้ำตกที่ยังคงความเป็นธรรมชาติมากๆ มีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล (Vatnajokull Glacier) ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่ความกว้าง ของชั้นน้ำตกที่ไหลลงมาจากขอบหน้าผา ก่อนที่สายน้ำที่มีพลังอันมหาศาลจะไหลลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง มองเห็นละอองน้ำได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินป่าระยะทาง 34 กิโลเมตร ลัดเลาะไปตามหุบเขา โดยสามารถตั้งแคมป์ได้ด้วย



13. สปาที่บูลลากูน


บลูลากูน (Blue Lagoon Geothermal Spa) ถือเป็นหนึ่งใน 25 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกด้วย ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเรคยาวิก ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 39 กิโลเมตร อยู่ในเขตลาวากรินดาวิก (Grindavík) ซึ่งเป็นเขตที่มีการเคลื่อนตัวของหินหลอมละลายใต้ดินมากที่สุดในโลก บลูลากูนเป็นทะเลสาบสีฟ้าที่สร้างจากมนุษย์ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิดจากใต้ดิน ที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพ ถือเป็นสปาที่ครบครันไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งสปาทรีทเมนต์ ซาวน่า ห้องอบไอน้ำ และห้องฟิตเนส และยังมีร้านอาหารและรีสอร์ทขนาด 35 ห้อง



14. ล่องเรือชมวาฬที่ฮูซาวิก


เมืองฮูซาวิก (Husavik) เป็นเมืองประมงเล็กๆ ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการดูวาฬ จนได้รับการขนานนามให้เป็นเมืองหลวงแห่งการดูวาฬของประเทศไอซ์แลนด์ และยังถูกยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งการดูวาฬของยุโรปอีกด้วย ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของวาฬหลากหลายชนิด ทั้งวาฬหลังค่อม (Humpback Whales) วาฬสีน้ำเงิน (Blue Whales) วาฬหัวทุย (Sperm Whale) และ วาฬมิงค์ (Minke whale) นอกจากนี้บริเวณอ่าวสเกาฟานติ (Skjalfandi) ยังเป็น 1 ใน 4 แห่งของโลกที่สามารถพบวาฬสีน้ำเงินได้ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการดูวาฬที่สุดคือช่วงฤดูร้อน เดือนพฤษภาคม - กันยายน ส่วนใครอยากนั่งเรือดูวาฬพร้อมๆ กับชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน แนะนำช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม



15. สำรวจวนอุทยานแห่งชาติซิงเวลลีย์


อุทยานแห่งชาติซิงเวลลีย์ (Thingvellir National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ใกล้คาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes) และภูเขาไฟเฮนกิลล์ (Hengill) อุทยานฯ แห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่ “อัลมานายองจอร์เก” (Almannagja Gorge) เป็นที่เดียวในโลกที่สามารถเห็นรอยต่อสองทวีป ระหว่างยูเรเซียและอเมริกาเหนือที่อยู่เหนือผิวน้ำของ “ทะเลสาบซิงเวลลาวัทน์” (Lake Thingvallavatn) ทะเลสาบธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลกพอดิบพอดี ภายในอุทยานฯ ยังมีอาคารสีขาวตั้งโด่นเด่นเป็นสง่า ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีโบสถ์สีครีมหลังคาสีเขียว และซากปรักหักพังของที่พักพิงของชาวไอซ์แลนด์โบราณ


“ไอซ์แลนด์” นับเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของเหล่านักล่าแสงเหนือ ดินแดนน้ำแข็งสำหรับคนรักธรรมชาติ ทั้งธารน้ำแข็ง พระอาทิตย์เที่ยงคืน และน้ำตกสุดมหัศจรรย์ สวรรค์ของคนชอบถ่ายรูป ฉีดวัคซีนกันแล้ว ก็เตรียมตัวแพคกระเป๋าเที่ยวกันได้เลย

ดู 142 ครั้ง