• On The Jet Plane

The Naka Island, A Luxury Collection Resort & Spa, Phuket [รีวิว]

อัพเดตเมื่อ: 3 วันที่แล้ว


The Naka Island, A Luxury Collection Resort & Spa, Phuket

วันนี้ On The Jet Plane จะพาทุกท่านลัดฟ้าไปเที่ยวทะเลภูเก็ตกันอีกแล้ว แต่รอบนี้ตื่นเต้นมาก บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเรากำลังจะไปกันที่เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต อีกหนึ่งรีสอร์ทหรูที่ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัว ซึ่งเป็นที่นิยมของเหล่าดาราและเซเลปชื่อดังมากหมายหลายท่านที่แวะเวียนไปเช็คอินกันที่รีสอร์ทแห่งนี้ เพราะนอกจากจะมีความสวยงามและการบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว ยังได้ความเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวสูงอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าใครกำลังมองหาที่พักที่คนไม่พลุกพล่าน เน้นการมาพักผ่อนจริงๆ ไม่ว่าจะกับครอบครัว หรือคนรัก บอกเลยว่าห้ามพลาดรีวิวนี้

เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้ว เราก็ออกไปเที่ยวเดอะ นาคาไอแลนด์ ในรีวิวนี้ด้วยกันเลยดีกว่า ^^

การเดินทางในครั้งนี้ เราเลือกเดินทางกับสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิมายังสนามบินนานาชาติภูเก็ต พร้อมบริการแบบครบจบแบบฟูลเซอร์วิส เรียกว่าบินสบายแบบบูทีคเหมาะกับทริปพักผ่อนในครั้งนี้จริงๆ

เมื่อลงถึงสนามบิน รับกระเป๋าเรียบร้อย เดินออกมายังประตูทางออก Domestic หมายเลข 1 ก็จะเห็นพนักงานของทางโรงแรมยืนถือป้าย The Naka Island พร้อมชื่อของเรารอรับอยู่ พร้อมกับนำเราเดินไปยังรถของโรงแรมที่เตรียมไว้บริการ โดยเราจะนั่งรถจากสนามบินประมาน 30 นาที ไปขึ้นเรือที่ท่าเรืออ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า (Ao Po Grand Marina) หลังจากนั้นเราใช้เวลานั่งเรือข้ามไปยังเกาะส่วนตัวของทางโรงแรมที่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น

รถรับ-ส่ง ที่ให้บริการของทางโรงแรม ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามแพ็คเกจว่าต้องการรถรับส่งระดับใด

Go Go Go !!!!!!! นั่งเรือแปปเดียวเพียงแค่ 5 นาทีก็ถึงล้าวววว

ทางเดินเข้าโรงแรม

ฟ้าสวย น้ำใส บรรยากาศบนเกาะส่วนตัวเงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน

นี่แหล่ะ สัญลักษณ์ของโรงแรมนี้

ตามธรรมเนียมของทางโรงแรม เมื่อแขกมาถึงทางพนักงานจะพาเรามาที่ฆ้องกันก่อนเป็นอย่างแรก โดยจะมีการตีฆ้อง 2 ครั้ง เพื่อเป็นแจ้งให้รู้ว่าแขกได้เดินทางมาถึงแล้วพร้อมกับให้อธิฐานขอพรในใจ และจะทำการตีอีก 1 ครั้ง ในวันที่เราเดินทางกลับ เพื่อขอให้สิ่งที่เราอธิฐานนั้นเป็นจริง เป็นความเชื่อของที่นี่นะจ๊ะ

ส่วนของ Welcome Sala ที่จะใช้ในการเช็คอินเมื่อมาถึง

บรรยากาศที่นั่งภายใน Welcome Sala

พวงมาลัยต้อนรับ และ Welcome drink น้ำมะพร้าว เย็นหอมสดชื่น ดื่มแล้วสดชื่นใจดี ระหว่างรอทำการเชคอิน ซึ่งเมื่อทำการเช็คอินเสร็จเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราไปทัวร์รอบโรงแรม ก่อนพาเข้าที่พักต่อไป

บรรยากาศโดยรอบของทางโรงแรมจะเน้นธรรมชาติเป็นหลัก เพราะไม่มีการทำลายต้นไม้หรือป่ายชายเลนที่อยู่รอบข้างเลย จากในแผนที่จะเห็นได้ว่ามีสีขียวค่อนข้างมาก เพราะทางโรงแรมยังคงอนุรักษ์และช่วยกันรักษาต้นไม้บริเวณเกาะนี้ จึงทำให้อากาศดี ร่มเย็น ตอนกลางคืนอาจจะมียุงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพักผ่อนของเรา อิอิ ^^

ห้องพักของเราในทริปนี้คือซีวิว พูลวิลล่า (Seaview Pool Villa) ที่บอกเลยว่าดีงามมากกกเด้ออออ ^^ ตื่นมาก็เห็นทะเล ดูแล้วชื่นใจ 55555 มีต้นไม้พอเป็นร่มเงาให้ห้องพัก (บางห้องอาจจะต้นไม้น้อย หรือเยอะขึ้นอยู่กับบริเวณนั้นๆ เพราะอย่างที่บอก ที่นี่เค้าจะเน้นธรรมชาติเป็นหลัก) แต่วิวแบบนี้ก็ถือว่าฟินแล้วสำหรับทริปนี้

ห้องพักของที่นี่ส่วนใหญ่จะจัด layout เหมือนกันหมด กว้างกว่า 450 ตารางเมตร จะแตกต่างกันตรงวิวของห้องเป็นส่วนใหญ่ เช่น ห้อง Tropical Pool Villa จะเป็นวิวสวน หรือห้อง Beach Front Pool Villa ก็จะเป็นวิวทะเลติดชายหาดที่สามารถเดินลงไปเล่นน้ำได้เลย หรือบาง Villa ก็อาจจะไม่มีสระว่ายน้ำ เพื่อใช้เป็นห้อง Connect Room กับ Pool Villa อีกทีหนึ่งสำหรับแขกที่มาพักแบบครอบครัว

โดยส่วนของห้องพักและห้องน้ำจะตั้งแยกกันเป็นสัดส่วนชัดเจนซึ่งมีทางเดินเชื่อมภายในวิลล่า ช่วงหัวค่ำก็มีพนักงานมา turn down ห้องพักให้ ก็จะทำการจุดเทียนริมทางเดินที่ไปส่วนของห้องน้ำไว้ให้ด้วย ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองเลื่อนลงไปดูภาพได้เลยยยยย

ภายในห้องพักทุกประเภทมีสิ่งอำนวบความสะดวกให้ใช้งานทุกอย่างพร้อม กว่าจะได้ออกไปทานอาหารเช้าก็สายพอดี เพราะมัวแต่โอ้เอ้ ตื่นมานั่งอาบแดดที่ศาลา จิบกาแฟ ลงเล่นน้ำในสระ เกาะขอบสระชมวิวทะเล เดินมาแช่น้ำในอ่าง ขัดตัวสักนิด เป็นอันจบพิธีละ เดินไปอาบน้ำแต่งตัวได้จ้า ^____^ (เราสามารถเดินรอบห้องพักได้เป็นวงกลมเลย) หนุ่มสาวคู่ไหนที่มาสวีท หรือครอบครัวที่มาพักผ่อน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

โต๊ะอ่านหนังสือก็มีให้เป็นหลุมเว้าลงไปให้นั่งห้อยขา

เตียงนอนนุ่มสบาย ตื่นมาเห็นวิวทะเล พร้อมโซฟ้าไว้นั่งเล่น

ศาลาหน้าห้องนอน มานั่งรับลมก่อนลงสระได้ชิลๆ หรือจะนอนอาบแดดที่เตียงก็ได้จ้า

ด้านหน้าของห้องพัก ด้านหลังเราก็ต้นไม้ไง๊ !!!!

นุ้งงงงงงงง น่ารักมะ ^^ ในวันที่เราไม่อยากให้ใครรบกวนเวลาพักผ่อนก็ให้ตั้งตุ๊กตาหินด้านหน้าห้องให้หันด้านที่หลับตาออก หากใครต้องการให้แม่บ้านเข้ามาทำความสำอาดได้ก็ให้หันด้านลืมตาออก (ตุ๊กตาหินที่ตั้งหน้าห้อง เราสามารถซื้อกลับได้ด้วยนะประมาน 1,000 บาท เผื่อใครอยากเก็บสะสมเป็นของที่ระลึก)

ตื่นเช้ามาเห็นวิวนี้เลย สวยมว๊ากกกกก

ส่วนของมินิบาร์ มีทั้งเครื่องทำกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนมต่างๆ จัดเตรียมไว้ให้พร้อม

เดินไปส่วนของห้องน้ำและห้องอาบน้ำ

อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำจัดเตรียมเรียบร้อย พนักงานดูแลอย่างดี ขาดอะไรไปบอกได้เลย

THANN ก็มาน้าาาาาาาาาาา ส่วนของใช้ต่างๆก็คุณภาพดีมาก

รองเท้าแตะ จัดเตรียมไว้ให้สำหรับใส่เดินเล่นชายหาด

พื้นที่ส่วนของห้องน้ำ

อ่างก็มีน้า น่าแช่ไหมมมมมม ^^ เปิดม่านบังตาออกเห็นวิวทะเลด้วย

อ่างน้ำขนาดใหญ่ นอนแช่สบายมาก ส่วนของห้องอาบน้ำ (Rain shower) นอกจากจะใช้อาบน้ำได้แล้ว ยังสามารถใช้เป็นห้องสตรีมอบใอน้ำได้อีกด้วย

วิวห้องพักแบบ Sunset นะจ๊ะ พระอาทิตย์ตกแล้วนอนชมวิวจากในห้องได้เลย (เป็นแนวห้องหมายเลข 4x - 6x)

ช่วงหัวค่ำพนักงานทำการ turn down ห้องให้เรียบร้อย เปิดไฟ ปิดม่าน นำมุ้งคลุมเตียงนอนลง พร้อมจุดเทียนระหว่างทางเดิน

ต่อไปมาดูส่วนของห้องพักแบบอื่นๆ กันบ้างดีกว่า โดยขอเริ่มต้นกันที่ห้องแบบ Beach Front Pool Villa ที่เลย์เอ้าท์และฟังชั้นการใช้งานแทบจะเหมือนกันเกือบทั้งหมด ส่วนความแตกต่างคือสถานที่ตั้งที่อยู่ติดชายหาด สามารถเดินลงทะเลไปเล่นน้ำได้เลย และนอกจากนั้นภายในห้องพักยังมีห้องซาวน่าส่วนตัวเพิ่มมาให้ด้วยอีกอย่าง

วิวทะเลแบบติดชายหาด

น้ำทะเลหน้าห้องใสมว๊ากกกก

ห้องซาวน่าส่วนตัวภายในวิลล่า

ต่อมาคือห้องพักแบบ Tropical Pool Villa ที่เหมือนกันหมดทุกอย่าง เพียงแค่ตั้งถัดเข้าจาก Seaview มาด้านในเป็นวิวสวนมีต้นไม้เขียวขจีแทน ซึ่งเรื่องของความส่วนตัวอาจจะเป็นรองนิดหน่อย เพราะว่าห้อง Seaview หรือ Beach Front จะหันหน้าออกทะเลเลยไม่มีใครมารบกวน แต่ห้อง Tropical อาจจะมีถนนตัดผ่านด้านหน้าห้องพัก (แต่ถนนจะอยู่ในระดับที่ต่ำว่า และยังมีแนวต้นไม้บัง) ซึ่งอาจมีแขกหรือรถกอล์ฟวิ่งผ่านได้

ภายในห้องน้ำจัดวางเหมือนกันทุกอย่าง

ต่อมาคือห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe) ซึ่งตั้งแยกโซนออกมาอีกด้านหนึ่งติดกับสปาของทางโรงแรม แม้จะไม่ติดทะเล แต่ถือเป็นห้องเริ่มต้นของทางโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ดีมากถึง 46 ตารางเมตร เงียบสงบ และมีเพียงแค่ 13 ห้องเท่านั้น

ห้องพักแบบดีลักซ์ตั้งอยู่ติดส่วนของสปาที่ใช้ทางเข้าเดียวกัน

โทนสีแบบธรรมชาติด ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา

ประตูกั้นระหว่างห้องน้ำและห้องพัก

ห้องน้ำเป็นแบบ Rain shower

พื้นที่ส่วนกลางของทางโรงแรมกว้างขวางดีมาก โดยเฉพาะ Infinity Pool สระว่างน้ำหลักที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของทางโรงแรม ตั้งอยู่ติดกับชายหาด มีทั้งส่วนของสระใหญ่และสระเด็กไล่ระดับกัน ช่วงกลางวันและเย็นจะเป็นจุดรวมตัวของแขกโรงแรมที่มานอนอาบแดดเล่นน้ำริมชายหาด พร้อมมี Beach Bar ให้บริการเครื่องดื่มเย็นๆ ตลอดทั้งวัน แต่ถึงจะไม่ได้สั่งอะไร ทางโรงแรมก็จะนำน้ำดื่มเย็นๆ มาให้บริการแก่แขกอยู่แล้ว

มุมไฮไลท์ ใครมาก็ถ่ายกัน

จุดนี้ห้ามพลาด !!!! เพราะเวลาบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น ของทุกๆ วันจะมีไอศครีมฟรีวันละ 2 รสชาติให้บริการ โดยมีไอศครีมกะทิเป็นเมนหลัก และมี sorbet ทั้งรสองุ่น มะม่วง ส้ม ฯ สลับกันไปในแต่ละวัน และก็แล้วแต่ฤดูกาล แต่บอกได้เลยว่า อร่อย ^____^ แดดร้อนๆ ได้ชิมรสองุ่นเข้าไป โอ้โหววว สดชื่นอะบอกเลย (อร่อยจนลืมถ่ายเลย ^3^)

พี่ที่บริการไอศครีมแสนน่ารัก อัธยาศัยดี ขอเบิ้ลก็ได้ว่า อิอิ :P

Happy Hour / Beach Bar ในช่วงเย็นริมสระน้ำใหญ่ เลือกสั่งเมนูได้ตามชอบ จิบแต่หัววัน ยาวไปปปปปป :D

ถัดมาเป็นสระว่ายน้ำรองของโรงแรม เงียบ สงบ ตั้งอยู่บริเวณสวน ซึ่งตรงนี้จะไม่ค่อยมีแขกเท่าไหร่ เพราะส่วนมากจะไปอยู่ริมทะเลหมด ถ้าใครชอบความเป็นส่วนตัวมาเล่นน้ำที่ตรงนี้ได้เลย

พื้นที่ชายหาดหน้าสระว่ายน้ำหลัก หาดสวย น้ำใส น่ามาเล่นน้ำ

นอนอาบแดดตรงนี้ละ ดำเลยจ้าาาาาาาาาา !!

มุมพักผ่อนริมทะเลพร้อมเปลให้นอนพัก อีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ห้ามพลาด โดยวันที่เราไปเราเห็นมีทีมงานมาถ่ายแบบกันด้วยนะ แสดงว่ามุมนี้ดีงามมมม ลองถ่ายบ้างก็ไม่ได้งามแบบเค้าอะ ^__^""

อากาศร้อนๆ ได้ทานแตงโมแล้วฉดฉื่นนนนนนน

มีเรือคายักมีให้บริการ ติดต่อพี่ที่ดูแลริมชายหาดได้เลย พายรอบเกาะเรานี่ละ มีบริเวณป่าชายเลนด้วย แต่เราไม่ได้พายไปดู

(บางกิจกรรมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

กลางวันแดดร้อนถ้าไม่อยากเล่นน้ำกลัวดำ ย้ายมาเล่นสนุ๊กแทนก็ได้

พระอาทิตย์เริ่มตกแล้ว และอีกหนึ่งมุมไฮไลท์ตอนเย็นก็คือ สะพานไม้ที่เราเดินเข้ามาจากท่าเรือ เพราะว่าเป็นทิศที่พระอาทิตย์ตกพอดี (แต่เราไม่ได้เดินไปถ่ายรูป 555)

ห้องฟิตเนสตั้งอยู่บริเวณเดียวกับสระว่ายน้ำใหญ่ (หน้าจุดให้บริการไอศครีมนี่แหละ) อุปกรณ์มีให้ใช้หลากหลายครบครันดี แถมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงด้วยนะ แค่เอาบัตรห้องมาแตะก็เข้าไปใช้บริการได้เลย

ประตูทางเข้าฟิตเนส

Kid Club สำหรับคุณหนูๆ อาจจะเล็กไปหน่อย แต่อย่างน้องคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถออกไปเล่นน้ำกันได้อย่างไม่ต้องกังวล

Concierge ที่เป็นเหมือนล๊อบบี้ของทางโรงแรม ขาดเหลืออะไรก็แจ้งได้ที่นี่แหละ รวมทั้งตอนจะเดินทางกลับ หากต้องมีเคลียบิลค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ที่นี่เช่นกัน

ห้องสมุดขนาดเล็กของทางโรงแรม มีทั้งหนังสือและคอมพิวเตอร์ให้ใช้บริการ

สุดท้ายมาดูเรื่องของห้องอาหารกันดีกว่า ซึ่งทางโรงแรมมีให้บริการอยู่ 3 ห้องด้วยกัน โดยที่แรกคือ Z Bar ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแบบ Finger Food ในช่วงเย็น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงบ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน เป็นบาร์ที่ไม่ควรพลาดในการมานั่งชมอาทิตย์ตกกับคนรู้ใจยามเย็น เพราะตั้งอยู่บนเนินหันหน้าออกไปทางทะเล บรรยากาศดีมาก ถ้ามาไวอาจจะแดดร้อนไปหน่อย แต่ถ้ามาช่วง 5 โมงเป็นต้นไปถือว่าเพอร์เฟค (อย่าลืมโทรจองด้วยนะ เดี๋ยวจะไม่ได้ที่นั่งด้านหน้า)

วิวดีมาก

Signature Drink ของที่นี่คือ The Last Cocktail แรงดี ต้องลอง ^^

อาหารทานเล่นที่ทานไปแล้วก็อิ่มเอาเรื่องได้เลยเหมือกัน

บรรยากาศช่วงอาทิตย์ตกดินโรแมนติกสุดๆ

ถัดมาคือห้องอาหาร My Grill ที่ให้บริการอาหารเย็น เปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงสี่ทุ่มครึ่ง เด่นในเรื่องของสเต๊กและอาหารทะเลตามชื่อเลย โดยส่วนของครัวย่างเป็นแบบครัวเปิดที่ให้เราสามารถเห็นกุ๊กขณะกำลังปรุงอาหารได้ สำหรับมื้อนี้เราสั่งเมนู Surf and Turf Platter for 2 สำหรับ 2 คนมาลองกัน (ราคา 2,990 บาท) เป็นเนื้อ Tenderloin และ Lobster ทานคู่กันอย่างลงตัว เนื้อนุ่มและช่ำกำลังดี ส่วน Lobster ก็เนื้อหวาน สด ไม่มีที่ติ ส่วนเครื่องเคียงก็สามารถเลือกได้ แต่ขอแนะนำ Truffle Mashed Potatoes ที่เป็นมัดบดรสทรัฟเฟิล หอมมันอร่อยมากกกกกกก

บรรยากาศห้องอาหารสวยงามและโรแมนติกมาก อยากทานในร้าน หรือบนชายหาดก็เลือกได้ตามชอบ แต่อย่าลืมจองโต๊ะกันไว้ก่อนด้วยนะ เพราะว่าที่นี่เป็นเกาะส่วนตัว ดังนั้นแขกส่วนใหญ่จึงไม่อยากนั่งเรือออกไปทานกันข้างนอกให้เสียเวลา ทานในโรงแรมนี่เลยง่ายกว่า

ขนมปังร้อนๆ ให้บริการ เนื้อนุ่มอร่อยดีมาก

Surf and Turf Platter for 2 (ได้แบบนี้คนละจานนะ)

ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศครีม และช๊อคโกแล็คก้อนเสียบไม้ที่รสชาติดีมากกกก

และห้องอาหารสุดท้ายที่ขอแนะนำคือห้องอาหารต้นไทร ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักและมีขนาดใหญ่ที่สุดของทางโรงแรม ตั้งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำหลักและห้องอาหาร My Grill ซึ่งให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน รวมทั้งอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของทางโรงแรมที่ให้บริการระหว่าง 6.30 - 11.00 น.

โดยบุฟเฟ่ต์อาหารเช้านั้นถือว่ามีไลน์อาหารขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่มีให้เลือกครบทั้งอาหารเอเชียและอาหารฝรั่ง โดยจะมีเมนูแบบ A la carte ให้เลือกสั่งได้ เช่น Grilled Salmon (เมนูนี้อร่อยดี) Steak and Egg หรือ Full English Breakfast ส่วนที่เหลือก็สามารถเดินไปตักที่ไลน์บุฟเฟ่ต์เองได้เลย

ห้องอาหารเช้าพร้อมวิวทะเล

ส่วนขอสลัดบาร์ แฮม และผลิตภัณฑ์จากนม และจะตั้งอยู่ภายในห้องแอร์

เมนูแบบ A la carte เลือกสั่งได้เองตามใจชอบ

น้ำผลไม้สดให้เลือกหลากหลาย

มีแซลม่อนรมควันด้วย

สรุปปิดท้าย เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต ถือเป็นรีสอร์ทที่ได้มาพักแล้วรู้ประทับใจมากอีกหนึ่งแห่งในเกาะภูเก็ต โดยจุดขายหลักของที่นี่ก็คือความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัวจากสถานที่ตั้งที่แยกออกมาอยู่บนเกาะนาคา แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถเดินทางเข้าถึงได้ง่ายและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่เหมาะกับคู่รักหรือคู่ฮันนีมูนมากๆ เพราะไม่ว่าจะมองไปมุมไหนมันก็ดูโรแมนติดไปซะหมด ถ้ามีโอกาสหรือเจอโปรดีๆ ของทางโรงแรมแล้วก็ไม่ต้องรอช้า รีบจองได้เลยยยย คอนเฟิร์ม ^^

ค้นหารีวิวโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจในประเทศไทยได้ ที่นี่


#TheNakaIslandALuxuryCollectionResortSpa #AoPoGrandMarina #อาวปอแกรนดมารนา #เดอะนาคาไอแลนดอะลกซชวรคอลเลคชนรสอร #เดอะนาคาไอแลนด #ภเกต #phuket #hkt

ดู 3,184 ครั้ง

Page View

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Twitter Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey Pinterest Icon

Social Media

Copyright © 2016, On The Jet Plane, All Rights Reserved.